[AU Fic The Maze Runner] Across The Railway #2 (Minho x Newt)


Title: Across The Railway
Chapter : 1
Author: Yaoyuay
Fandom: The Maze Runner
Pairing: Minho x Newt
Rating: PG
Warning: Yaoi
 
 
 
 
 
ท้องฟ้ามืดเป็นสีดำสนิท มองไม่เห็นพระจันทร์ในคืนที่ฟ้าเปิด แสงสว่างเพียงอย่างเดียวของชานชาลาแห่งนี้คือหลอดไฟสีเหลืองด้านบนเสาไฟหลังรั้วกั้นสถานี และจากหน้าต่างตึกสูงที่ความเร่งรีบตลอดทั้งวันของการทำงานยังคงดำเนินต่อไป แม้ว่าคนส่วนใหญ่จะเดินทางเพื่อกลับไปหาการพักผ่อนแล้วก็ตาม
 
 
 
ในบางวันมินโฮเองก็เคยอยู่ในห้องที่แสงทั้งจากไฟหน้าจอคอมพิวเตอร์ และหลอดไฟยังคงส่องสว่าง ด้านนอกหน้าต่างห้องทำงานกลายเป็นสีดำของท้องฟ้า มีแสงไฟเล็กๆ จากอาคารที่อยู่ห่างออกไปเมื่อมองจากตึกสูงในช่วงที่อยากพักสายตาผ่อนคลายระหว่างทำงานล่วงเวลา แม้ว่าความอ่อนล้าของร่างกายจากการทำงานหนักตลอดวันจะร้องประท้วงบอกให้เขาควรพัก แต่คำว่าหน้าที่ก็มีน้ำหนักมากกว่าเสมอ
 
 
 
นั่นเอง เป็นเหตุผลให้มินโฮเลือกจะย้ายไปพักอยู่นอกเมือง ให้ความสงบเงียบของธรรมชาติช่วยผ่อนคลายความวุ่นวาย และเร่งรีบในตอนกลางวันให้กลายเป็นอดีต เมื่อได้กลับไปสู่ความเชื่องช้าที่ไม่จำเป็นต้องรีบก้าวสองขาให้เร็ว หรือยกแขนขึ้นมองนาฬิกาข้อมือ ความรู้สึกผ่อนคลายในทุกคืนและตอนเช้าทำให้เขาพร้อมออกมาทุ่มเทกับหน้าที่ตรงนี้เสมอ
 
 
 
 
 
สถานีต้นทางตอนค่ำแตกต่างจากตอนเช้า ไม่มีความเงียบที่เว้นช่องว่างแม้เพียงนาทีเดียว ในสถานีที่เนืองแน่นไปด้วยคนทำงาน หนังสือ เอกสาร กระเป๋าใบใหญ่ และเสื้อโค้ทหนา แม้ว่าอุณหภูมิจะบอกว่าอากาศเย็น แต่เพราะระยะห่างของช่วงไหล่ที่ยืนติดกันของคนรอรถไฟบนชานชาลา ความอบอุ่นแม้ไม่ต้องใช้ฮีทเตอร์ก็เกิดขึ้นได้ระหว่างเขายืนชิดกับคนแปลกหน้าที่ไม่เคยแม้แต่ทักทายกัน
 
 
 
ลมเย็นพัดมาให้รู้สึกดีขึ้นจนอยากขอให้อุณหภูมิลดต่ำลงสักสองหรือสามองศา มินโฮขยับตัวหาพื้นที่ว่างให้ไหล่ได้เป็นอิสระจากเสื้อโค้ทของคนข้างๆ ก้มมองพื้นชานชาลาสะท้อนแสงไฟสีเหลือง ขณะนึกถึงหิมะกำลังค่อยๆ ละลายในตอนเช้า หรือแม้แต่ปลายกิ่งสีน้ำตาลของต้นไม้ไร้ใบที่อยู่ห่างออกไปริมสถานี ทุกอย่างล้วนทำให้เขาอยากกลับไปหาความเงียบสงบโดยเร็ว
 
 
 
นาทีนั้น สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นพร้อมกันเมื่อความคิดกลับไปยังสถานีต้นทาง คือคนที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามของชานชาลา เจ้าของผมสีบลอนด์ในชุดโค้ทตัวยาว ทุกการเคลื่อนไหวเล็กน้อยนั้นยังคงเป็นภาพติดตา จดจำได้ทุกรายละเอียดของใบหน้าตรงที่ก้มอยู่ หรือเสี้ยวหน้าด้านข้างผ่านผมสีบลอนด์ตอนก้าวเข้าในขบวนรถไฟ
 
 
 
 
…หากไม่ใช่ภาพลวงตาก็อาจเป็นความฝันที่ทำให้หัวใจเต้นรัว
 
 
ถ้าได้เจออีกครั้งคงแน่ใจว่าไม่ใช่ภาพที่วาดขึ้นเอง…

 
 
 
 
เสียงล้อรถไฟเคลื่อนมาตามรางเรียกความคิดให้กลับมาอยู่ในปัจจุบัน ทุกคนรอบตัวขยับเคลื่อนไหวแทบพร้อมกัน เตรียมเคลื่อนตัวเข้าไปในขบวนรถที่กำลังมาจอดเทียบชานชาลา เสียงเสียดสีของโลหะทำให้มินโฮกระชับกระเป๋าสะพาย เตรียมเผชิญกับความเบียดเสียดด้านในขบวนหลังประตูรถไฟเปิดออก
 
 
 
ก้าวขาสั้นๆ ไปพร้อมคนอื่นที่เริ่มเคลื่อนที่เข้าไปด้านใน อากาศอุ่นมาพร้อมกับเสื้อโค้ทที่เสียดสีกันรวมถึงเสียงลมหายใจของคนข้างๆ ช่องว่างในขบวนรถแทบไม่เหลือให้ขยับตัว กว่าจะพอได้ยกแขน หรือก้าวขาเดินหนีแรงดันตอนประตูรถไฟเปิดออกเมื่อถึงสถานีถัดไปแล้วคนด้านในเบียดออกมา ก็ต้องยืนอยู่นิ่งแบบนี้ไปอีกห้าสถานีเป็นอย่างน้อย มินโฮเรียกสิ่งนี้ว่าการทดสอบความอดทน ก่อนไปถึงสถานีเกือบสุดท้ายของรถไฟสายนี้
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ลมหายใจยาวถูกสูดเข้าขณะทิ้งตัวนั่งลงบนเก้าอี้พร้อมกระเป๋าสะพาย ความเบียดเสียก่อนหน้านี้เหมือนเป็นเรื่องโกหก เมื่อขบวนรถไฟหยุดลงที่สถานีเชื่อมต่อสุดท้ายก่อนสองข้างทางจะกลายเป็นต้นไม้ไร้ใบมากกว่าตึกสูง คนทั้งขบวนรถพากันออกไปสู่ความวุ่นวายถัดไป มินโฮมองดูความเร่งรีบของสองเท้าก้าวยาวๆ จำนวนมากนั้นผ่านกระจกของขบวนรถฝั่งตรงข้าม ในระหว่างที่ความสงบกำลังค่อยๆ กลับมาหาเขา ท่ามกลางบรรยากาศของขบวนรถไฟที่เหลือเพียงผู้โดยสารเพียงไม่กี่คน
 
 
 
 
 
ความเงียบมาพร้อมเสียงหัวใจตัวเองอีกครั้งเมื่อเริ่มคิดย้อนไปถึงเหตุการณ์สิบกว่าชั่วโมงก่อน ความรู้สึกวูบไหวเกิดเป็นแรงหน่วงแปลกข้างในอก ปล่อยความคิดแว้บหนึ่งเกิดขึ้นพร้อมระบายลมหายใจแรงออกมา ความคาดหวังในความบังเอิญที่ตั้งคำถามกับตัวเองตั้งแต่ขบวนรถไฟแล่นออกจากสถานี
 
 
 
 
…เมื่อกลับมาอยู่สถานีฝั่งตรงข้ามตอนการเดินทางเปลี่ยนทิศ
 
 
เมื่อมองกลับไปยังอีกฝั่งของสถานีเดียวกัน
 
 
คนที่เขาเห็นเมื่อเช้าจะยืนอยู่ฝั่งตรงกันข้ามเหมือนเดิม…

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ประตูปิดลงก่อนขบวนรถไฟจะเคลื่อนออกพร้อมเสียงโลหะที่กระทบกันเป็นจังหวะช้าๆ แล้วเสียงนั้นก็ค่อยๆ ห่างออกไปในความเงียบยามค่ำคืน มินโฮก้าวมายืนบนพื้นชานชาลาที่เห็นอยู่ฝั่งตรงกันข้ามเมื่อเช้า หิมะบนพื้นละลายจนหมดเหลือเพียงพื้นสถานีกระทบแสงไฟเป็นสีส้มอ่อนกับสีดำของรางรถไฟในความมืดและท้องฟ้าตอนกลางคืน ความเย็นของอากาศหนาวกระทบใบหน้าเมื่อลมเบาๆ พัดมาให้รู้สึกผ่อนคลายแตกต่างจากความเร่งรีบที่เขาค่อยๆ ทิ้งมาตลอดทางระหว่างโดยสารมาพร้อมกับรถไฟ
 
 
 
ท้องฟ้าเมื่อมองผ่านขอบหลังคาชานชาลาออกไป มีดาวให้เห็นเป็นจุดสว่างเล็กๆ หลายดวงบนผืนกว้างใหญ่สีดำ แม้จะมองไม่เห็นเนินเขาหรือต้นไม้ด้านข้างสถานีแล้ว แต่ความเงียบของอากาศเย็นตอนกลางคืนกำลังต้อนรับให้เขากลับมาสู่การพักผ่อนก่อนจะเริ่มต้นวันใหม่ มินโฮหลับตาลงสัมผัสความสดชื่นของอากาศ สูดหายใจยาวผ่านปลายจมูกที่เริ่มเย็นก่อนจะปล่อยออกมาช้าๆ อย่างตั้งใจ คล้ายกับบอกสถานที่แห่งนี้ว่า เขากลับมาแล้ว
 
 
 
 
 
ทั้งสองฝั่งของสถานีว่างเปล่า จนกว่าจะมีรถไฟมาจอดเทียบชานชาลา เก้าอี้ยาวริมผนังกั้นของถานีจึงเป็นตัวเลือกให้เขาทิ้งตัวนั่งลงเพื่อรอ แม้จะคาดหวังกับความบังเอิญไม่ได้มาก แต่หากจะลองเพื่อรอคอยว่าอาจได้เจออีกครั้ง เขาจึงเลือกนั่งอยู่ตรงนี้ จนกว่ารถไฟขบวนที่สามจอดเทียบชานชาลาฝั่งตรงข้ามจะเคลื่อนผ่านไป
 
 
 
 
 
อากาศเริ่มเย็นจนต้องซุกมือเข้าในกระเป๋าเสื้อโค้ทระหว่างเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ รถไฟอีกขบวนหนึ่งของชานชาลาฝั่งที่เขานั่งอยู่เคลื่อนผ่านไป เสียงล้อรถไฟเคลื่อนไปตามรางค่อยๆ ดังหายไปก่อนอีกเสียงที่คล้ายกันจะดังเสริมขึ้นมาพร้อมกับหัวใจของเขาอยู่ๆ ก็เต้นเร็วขึ้น รถไฟขบวนที่หนึ่งกำลังเทียบจอดชานชาลาฝั่งตรงข้าม นาทีของการรอคอยขณะรถไฟยังจอดนิ่งอยู่ยาวนานจนคล้ายกับหัวใจกำลังเต้นรัวเร็วอยู่นี้แทบรอไม่ได้
 
 
 
มีเสียงประตูปิด ก่อนขบวนรถจะเริ่มเคลื่อนออกไป ภาพชานชาลาฝั่งตรงข้ามค่อยๆ ปรากฎขึ้น ภาพด้านหลังของคนที่เดินอยู่ฝั่งตรงข้ามเป็นผู้หญิง กับชายหนุ่มผมสีน้ำตาลเพียงแค่สองคน
 
 
 
 
…ยังไม่ใช่ คนที่เขาอยากเจอ…
 
 
 
 
 
รถไฟขบวนที่สองเข้าจอดเทียบชานชาลาฝั่งตรงข้ามพร้อมหัวใจที่เต้นรัวขึ้นอีกครั้ง มินโฮขยับตัวออกจากพนักพิงเก้าอี้ เกือบจะชะโงกข้ามไปฝั่งตรงข้ามเมื่อด้านหลังของคนที่เดินออกจากขบวนรถไฟคือชายหนุ่มผมสีบลอนด์ ยังไม่ทันจะได้สังเกตเสื้อโค้ทว่าเป็นสีดำแทนที่จะเป็นสีเทาของคนที่เขาอยากเจอ ใบหน้าด้านข้างตอนชายคนนั้นเดินผ่านไปก็บอกกับเขาได้ว่านั่นไม่ใช่คนที่เขาเจอเมื่อเช้า
 
 
 
มินโฮเอนหลังพิงพนักเก้าอี้กอีกครั้งพร้อมเสียงถอนหายใจเบาๆ หัวใจที่เต้นรัวในอกในที่สุดก็กลับมาเต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอเหมือนเดิม ความบังเอิญไม่ใช่เรื่องง่าย และดูเหมือนเขาจะคาดหวังมากเกินไป เข็มนาฬิกาที่เดินอยู่ทุกวินาทีใช่ว่าจะทำให้เขากับคนที่ได้เจอคนนั้นกลับมาพบกันอีกง่ายๆ รถไฟขบวนที่สามจึงเคลื่อนออกจากสถานีไปทั้งที่ไม่มีผู้โดยสารเดินลงมา
 
 
 
 
 
พอเท่านี้ก่อนสำหรับวันนี้ มินโฮยันตัวขึ้นจากเก้าอี้ หันหลังเดินออกจากสถานีไปโดยไม่สนใจเสียงของล้อรถไฟที่กำลังเคลื่อนมาตามราง แม้ว่าจะเป็นขบวนรถไฟฝั่งเขาหรือฝั่งตรงกันข้ามก็ตาม
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ตอนเช้าเริ่มต้นโดยไม่มีแสงแดดอ่อนจากท้องฟ้า วันนี้ไม่มีหิมะ แต่อากาศก็ยังหนาว อาจจะหนาวกว่าเมื่อวานเพราะปลายจมูกรู้สึกเย็นจัดทุกครั้งที่หายใจเข้าออก มินโฮดึงผ้าพันคอให้สูงขึ้นพอจะก้มหน้าซุกจมูกลงไปได้ระหว่างเดินก้าวยาวๆ มาตามทางมุ่งหน้าไปยังสถานีรถไฟ ซุกมือทั้งสองข้างอยู่ในกระเป๋าเสื้อโค้ทตลอดเวลาที่ความหนาวทำให้เขาคิดถึงแต่ความอบอุ่นจนพอจะลืมสิ่งว้าวุ่นอยู่ในใจไปได้ชั่วคราว
 
 
 
มินโฮเดินมาจนถึงชานชาลา วันนี้เพื่อนรอรถไฟของเขามาถึงก่อนและยืนอยู่กับหนังสือพิมพ์ในมือแล้ว เพราะความเงียบของบรรยากาศรอบตัว เสียงก้าวเท้าของเขาจึงดังพอจะเรียกให้คุณลุงเงยหน้าขึ้นมายิ้มทักทาย และเพราะอากาศที่หนาวจัดในวันนี้ คุณลุงเลยมีหมวกไหมพรมสวมอยู่ด้วยกับแว่นสายตา
 
 
 
ความเงียบสงบยังดำเนินต่อไประหว่างเพื่อนรอรถไฟก้มลงอ่านหนังสือพิมพ์ต่อ เป็นเวลาให้เขาได้มองสำรวจรอบตัวเหมือนทุกวัน ท้องฟ้าในวันนี้มีเมฆหนาทำให้แสงจากดวงอาทิตย์ไม่สามารถส่องผ่านลงมาได้ รอบตัวจึงเหมือนกลายเป็นสีเทา อากาศอบอวลไปด้วยความเย็นของอุณหภูมิที่คล้ายติดลบ ต้องซุกจมูกลงหายใจกับผ้าพันคอจึงพอช่วยให้ความเย็นตรงปลายจมูกหายไปได้บ้าง
 
 
 
 
 
จนร่างกายเริ่มปรับตัวชินกับความหนาว สายตาที่มักจะมองไปรอบตัวเสมอจึงวนเวียนอยู่ในทิศตรงกันข้าม กิ่งไม้สีน้ำตาลด้านข้างสถานีรถไฟน่าสนใจน้อยลงกว่าเมื่อหลายวันก่อน แม้แต่ท้องฟ้าที่ไม่มีแดดเขายังไม่ค่อยได้เงยขึ้นมอง แต่เสียงเข็มนาฬิกาติดผนังกลับดังชัดเจนมากขึ้นเมื่อจดจ่ออยู่กับการรอคอยพร้อมความหวัง ให้ชานชาลาฝั่งตรงข้ามปรากฎร่างของคนเดิมกับเมื่อวาน
 
 
 
 
 
เหมือนผ่านไปสิบนาที สามสิบนาที หรือหนึ่งชั่วโมง การรอคอยมักยาวนานเสมอ แต่เมื่อหันกลับไปมองนาฬิกาบนเสาชานชาลา เข็มยาวกลับยังชี้อยู่ใกล้ตัวเลขเดิม
 
 
 
 
 
ระบายลมหายใจออกช้าๆ ผ่านผ้าพันคอผืนหนาที่ดึงขึ้นมาอยู่ตรงปลายคาง ก้มหน้าลงมองพื้นชานชาลาสีเทา พยายามให้ความรู้สึกทั้งหมดที่เกิดขึ้นสงบลง ทั้งความหวังที่คับแน่นข้างในอก หรือความรู้สึกร้อนรนกระวยกระวาย และความหน่วงแปลกตลอดเวลาที่หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ
 
 
 
 
…อยากเจอ อีกครั้งหนึ่ง…
 
 
 
 
สูดหายใจเข้าพร้อมความหวังเมื่อเงยหน้าขึ้นมองไปฝั่งตรงกันข้าม สีบลอนด์สวยของเส้นผมผ่านสายตาเป็นภาพเคลื่อนไหวเชื่องช้า เวลาถูกหยุดให้กลายเป็นน้ำแข็งที่อุณหภูมิติดลบ แต่ภาพตรงหน้าเขายังขยับเมื่อสองขาใต้เสื้อโค้ทเดินผ่านสถานีมาหยุดยืนที่ชานชาลา ในตำแหน่งตรงกันข้ามกับเขาพอดี
 
 
 
คล้ายหัวใจหยุดเต้นไปในวินาทีนั้น ความร้อนรนกระวนกระวายเหมือนโดนปัดเป่าให้หายไปด้วยเวทย์มนต์ เสียงด้านในอกรัวขึ้นเป็นจังหวะหนักชัดเจน เมื่อคนที่คาดหวังจะได้เจอมายืนอยู่ตรงหน้า แม้จะห่างด้วยความกว้างของรางรถไฟ แม้จะบังเอิญ แม้จะไม่ได้ตั้งใจ แต่เมื่อใบหน้าที่ก้มมองพื้นอยู่ก่อนนี้ก็เงยขึ้น ทุกสิ่งรอบตัวเขาก็หยุดเคลื่อนไหวอย่างแท้จริง เมื่อสายตาได้มองสบกัน
 
 
 

– T B C –

 
 
 

x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x

 
เป็นตอนที่ไม่มีคำพูดเลย ตอนสองแล้วแต่เพิ่งได้สบตากันเองค่ะ
ตั้งใจอยากให้ทุกเหตุการณ์ของฟิคเรื่องนี้เกิดขึ้นบนสถานีรถไฟ หรือในรถไฟทั้งหมด ตอนนี้ในเครื่องคอมเลยมีแต่รูปสถานีรถไฟหรือชานชาลาเต็มไปหมดเลยค่ะ * O *)
 
เพราะเราชอบเสียงรถไฟวิ่ง แล้วก็บรรยากาศของสถานีรถไฟมาก เลยอยากให้ความรักของทั้งสองคนได้เกิดในสถานที่ที่สำหรับเราแล้วคิดว่าเป็นที่โรแมนติกอีกที่หนึ่งเลยค่ะ

9 comments

  1. เปนฉากที่ให้ค.รู้สึกโรแมนติกมากๆๆค่ะ
    รู้สึกลุ้นแทนอปป้าเลย ชอบมากๆๆค่ะ
    อยากรู้จังว่าทั้ง2จะได้มาคุยกันจริงๆตอนไหร

    Like

  2. ชอบการบรรยาย แล้วก็การดำเนินเรื่องมากเลย
    ค่อยเป็นค่อยไปลุ้นไปกับมินโฮว่าจะเจอนิวท์มั้ย
    สุดท้ายก็ได้เจอ สบตากันละ
    ตอนหน้าเป็นยังไงนะ จะได้คุยกันมั้ย รอนะคะ

    Like

    1. ดีใจที่ชอบนะคะ ;;//////;;) แล้วก็ขอบคุณมากเลยที่ติดตามฟิคค่ะ
      หลังจากนี้ก็คงจะยังค่อยเป็นค่อยไปอย่างช้าๆ เหมือนเดิม ดีใจที่มาลุ้นไปด้วยกันกับมินโฮนะคะ :))))

      Like

  3. รู้สึกว่าทั้งตอนเต็มไปด้วยความหวังค่ะ เรานี่ลุ้นตามมินโฮเลยว่าจะได้เจอกันมั้ยนะๆ แอบเสียดายเหมือนกันที่ไม่ได้เจอตอนขากลับ แต่ในที่สุดก็ได้เจอกันอีกตอนเช้านะคะ
    ฮือ คุณมิ้นท์เขียนความรู้สึกของคนมีรักแรกพบออกมาได้ดีมากๆเลยค่ะ ชัดเจนมากๆ ทั้งความรู้สึกที่เฝ้ารอจะได้พบกันอีกทั้งๆที่ไม่รู้ว่าจะได้เจอมั้ย ทั้งความรู้สึกเหมือนโลกหยุดนิ่งตอนที่ได้เจอกันอีกครั้งนั่นอีก
    แล้วก็อยากบอกอีกครั้งค่ะ ว่าภาษาที่คุณมิ้นท์ใช้สวยจังเลย นี่แทบรู้สึกได้ถึงลมหนาวที่พัดออกมา ชอบการบรรยายบรรยากาศในเรื่องมากๆเลยค่ะ
    ปริ่มมากกับฟิคนี้ค่ะ รู้สึกว่ามันละมุนละไมมาก อ่านแล้วยิ้มๆอยู่คนเดียว
    ขอบคุณสำหรับฟิคสวยๆนะคะ

    Like

    1. ขอบคุณที่ติดตามฟิคเหมือนกันค่ะ ฮื้ออออออ อ่านคอมเม้นต์ไปเหมือนตัวจะลอยเลย
      ดีใจมากๆ เลยที่ชอบนะคะ

      Like

Thank you for your comment ♥

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s