[Fic The Maze Runner] The Sky Becomes A Dull Grey (Minho x Newt)


Title: The Sky Becomes A Dull Grey
Author: Yaoyuay
Fandom: The Maze Runner
Pairing: Minho x Newt
Rating: PG
Warning: Yaoi
 
 
Spoil Alert: ฟิคมีอ้างอิงถึงเนื้อหาในหนังสือที่ไม่มีในภาพยนตร์ รวมถึงเรื่องขาของนิวท์จะสปอยล์บางส่วนใน The Death Cure หากยังอ่านไม่ถึงจะทำให้โดนสปอยล์เนื้อหาตรงส่วนนั้นนะคะ
 
 
 
 
ดวงอาทิตย์หายไป และท้องฟ้าก็ยังคงเป็นสีเทา ผ่านมาสองวันนับตั้งแต่เขาตะโกนเรียกชื่อจนสุดเสียงและร้องบอกให้หยุด ห้ามคนที่ผลุนผลันกระชากประตูเปิดออกตามโศกาที่มาลากตัวชาวทุ่งคืนละหนึ่งคนไปจากบ้านพัก โดยไม่ฟังทุกเสียงรอบตัวต่างร้องบอกว่าอย่า สองขาของนักวิ่งหน้าใหม่ก้าวยาวไปด้วยความรวดเร็ว กระโจนเข้าหาโศกาสามตัวโดนรุมล้อมพร้อมกันจนแทบมองไม่เห็นร่างที่ถูกโจมตีอย่างเกือบจะคิดว่าไม่มีวันจบสิ้น ทั้งเสียงแทงของเข็มบนตัวเครื่องจักร ปะปนกับเสียงกรีดร้อง เตะ ผลัก และฟาดเพื่อเอาชีวิตรอดออกมาจากเครื่องมือของโศกาทิ่มทำร้ายลงบนร่าง ขาข้างยังดีอยู่ของเขาวิ่งลงน้ำหนักลงไปอย่างสุดความเร็วเท่าที่จะพาตัวเองไปถึงร่างที่ทรุดฮวบลงบนพื้นด้วยความเจ็บปวด แล้วในวินาทีเดียวก็คว้าไหล่ทั้งสองข้างดึงตัวขึ้นมาไว้ได้
 
ทั้งที่ระหว่างโดนตะโกนใส่หน้าถามว่างี่เง่าขนาดนี้ได้ยังไง คนบาดเจ็บไปเกือบทุกส่วนของร่างกายยังเอาแต่พูดว่าเขาไม่เข้าใจ เมื่อเพียบานมาถึงสำรวจบาดแผลใต้เสื้อผ้า จนกระทั่งเขาเรียกหาเซรุ่มโศกามาได้ เมื่อเห็นเข็มปักลงบนแขนคนเจ็บแล้วถึงได้เบาใจลงแม้จะเพียงนิด แต่ก็ดูเหมือนจะทำให้ความเจ็บปวดสงบลง แต่ก่อนสติของไอ้บ้าคนนั้นจะดับไปเพราะฤทธิ์ยา เสียงกระซิบออกมาแผ่วเบาจนแทบฟังไม่ได้ยินยังบอกแต่ว่าไม่ต้องห่วง ฉันจงใจ
 
 
นิวท์ยังอยู่กับเสียงกระซิบสุดท้ายก่อนจะหมดสติไปของโทมัส คิดซ้ำไปมาแต่คำว่าจงใจนั้นจะหมายถึงเข้าไปช่วยเดฟเพื่อนชาวทุ่ง หรือหน้าใหม่ที่สร้างเรื่องวุ่นวายตั้งแต่วันสองวันแรกจะจงใจเข้าไปหาโศกาแล้วรับเข็มเครื่องจักรที่แทงลงมานั้นอย่างเต็มใจเพื่อให้ความทรงจำก่อนจะเข้ามาอยู่ในทุ่งกลับมา
 
 
…นายตั้งใจจะทำอะไรกันแน่ ทอมมี่…
 
 
เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ข้างเตียง มองเห็นด้านนอกหน้าต่างท้องฟ้ายังคงเป็นสีเทาหม่นแผ่ขยายออกไปไม่สิ้นสุด ไม่มีดวงอาทิตย์แต่ยังคงมีแสงสว่าง ไม่มีก้อนเมฆแต่แสงก็ถูกบดบังจนกลายเป็นเพียงแสงสลัว ถ้าไม่ใช่เพราะตัวเลขบนหน้าปัดนาฬิกาดิจิตอลบนข้อมือ เขาอาจจะคิดว่าคือเวลาฟ้าเพิ่งสาง และคงจะถูกหยุดเอาไว้ตอนใกล้เช้ามาเกือบสี่วัน
 
ความคิดเหม่อลอยออกไปยังกิจกรรมทุกอย่างในทุ่งที่ผิดเพี้ยน การทำหน้าที่แต่ละอย่างเป็นไปอย่างหวาดผวาเมื่อต้องมองออกไปนอกประตูที่เปิดค้างอยู่แทบจะตลอดเวลาที่ความหวาดกลัวครอบครองจิตใจ เริ่มตั้งแต่ดวงอาทิตย์หายไปแล้วท้องฟ้ากลายเป็นสีเทา ประตูวงกตไม่ปิดในตอนเย็น และทุกคืนจะมีโศกาเข้ามาพรากชีวิตเพื่อนชาวทุ่งไปคืนละคน
 
ถามคำถามกับตัวเองคิดวนซ้ำๆ หาคำตอบของเหตุการณ์ประหลาดจะจบลงเมื่อไหร่ ความวุ่นวายทั้งหมดนี้จะสิ้นสุดลงตอนไหน หรือจนกว่าชาวทุ่งที่รอดชีวิตจากโศกาคนสุดท้ายจะถูกเอาตัวไปเหมือนกับสามคนก่อนหน้า แต่กว่าจะถึงเวลานั้นเขาคงไม่ปรารถนาชีวิตสงบสุขภายในทุ่งเหมือนที่ผ่านมา อะไรบางอย่างบอกว่าทุกสิ่งกำลังดำเนินมาถึงจุดสิ้นสุดในอีกไม่ช้า
 
นิวท์ประสานมือวางแขนลงบนหน้าขา โน้มตัวเข้าไปใกล้คนเจ็บที่ยังไม่มีทีท่าจะรู้สึกตัว ตั้งแต่คืนแรกที่หมดสติงานประจำของเขากลายเป็นมานั่งข้างเตียงคนเจ็บ มองดูแผ่นอกขยับขึ้นลงพร้อมลมหายใจสม่ำเสมอที่บอกเขาว่ายังมีชีวิต ยังมีคำถามมากมายรอคอยคำตอบจากคนไม่ได้สติฟื้นขึ้นมาอธิบาย เหตุผลของการตัดสินใจวู่วามที่ไม่ว่ายังไงก็ดูเหมือนตั้งใจวิ่งออกไปหาปลายหนามของโศกา ถึงจะจงใจยอมถูกต่อยเพื่อให้ความทรงจำกลับมา แต่นอกจากลมหายใจที่ความเงียบในห้องทำให้เขาเกือบได้ยินแล้ว ก็ดูเหมือนว่าโทมัสอาจจะไม่ตื่นขึ้นมาตอบคำถามของเขาอีกเลย
 
 
เสียงผลักประตูบ้านพักทำให้เขาหันหลังกลับไปหาที่มาของเสียง ผู้ดูแลนักวิ่งเดินเข้ามาพร้อมกับเป้หลังในชุดและอุปกรณ์จำเป็นเตรียมพร้อมสำหรับการออกไปวิ่งด้านนอกวงกต ไม่ว่าจะเป็นการหาทางออก หรือพยายามใช้รหัสตัวอักษรที่ยังไขไม่ได้
 
มินโฮเดินเข้ามาด้านในห้องพร้อมกับที่เขาหันกลับมาจ้องดูคนเจ็บเหมือนเดิม ฝีเท้าก้าวบนแผ่นไม้มาหยุดลงด้านข้าง มีแรงสัมผัสที่ไหล่เบาๆ ตอนคนเข้ามายกมือขึ้นวางบนไหล่ บีบเหมือนเป็นการปลอบ
 
 
“เพียกนี่ได้นอนวันนึงเต็มๆ แล้ว อย่าบอกฉันเชียวล่ะว่านายยังไม่ได้นอนเพราะมัวแต่นั่งอยู่ข้างเตียง”
 
 
“ฉันเพิ่งตื่นก่อนนายมาไม่กี่นาที”
 
นิวท์ไม่ได้โกหก เพราะถ้าโกหกมินโฮก็รู้อยู่ดี
 
 
ผู้ดูแลนักวิ่งทิ้งตัวนั่งลงบนเตียงใกล้ปลายเท้าของคนนอนหลับ หันหน้ามาจ้องเขาตลอดเวลาที่ปกติมินโฮไม่เคยปล่อยให้ความเงียบเกิดขึ้นอยู่นานโดยไม่พูดอะไรหรือไม่ใช่คนเริ่มบทสนทนาก่อน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบีบคั้นทุกอารมณ์ที่ควรสงบให้กลายเป็นความกังวลตลอดเวลาที่ไม่รู้ว่าจะมีเรื่องเลวร้ายเกิดขึ้นต่อจากชีวิตชาวทุ่งหายไปคืนละคน หรือหน้าใหม่จอมก่อเรื่องวิ่งไปให้โศกาต่อยกว่าสิบครั้งอีกหรือไม่
 
 
“บนหน้านายเขียนคำว่ากังวลเอาไว้ชัดมากเลยพวก”
 
พอมินโฮพูดนิวท์ถึงละสายตาจากคนเจ็บไปทางคนที่อ่านคำว่ากังวลบนหน้าเขา ทั้งที่ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังทำสีหน้าแบบไหน แต่นักวิ่งก็ยกมือสองข้างขึ้นดึงสายเป้ด้านหลัง แล้วเลิกคิ้ว
 
“ไหนลองแกะปมตรงคิ้วซิ”
 
มินโฮเน้นเสียงสูงในท้ายประโยค แล้วยิ่งเลิกคิ้วสูงกว่าเดิม
 
 
“ไม่เอาน่ามินโฮ”
 
นิวท์พูดเหมือนถอนหายใจ แต่ก็ยกมือขึ้นลูบหน้า หลับตาลงเมื่อปลายนิ้วกดลงไประหว่างเปลือกตาใกล้กับคิ้ว กล้ามเนื้อที่เคยเกร็งอยู่จึงค่อยผ่อนคลายลง
 
 
“เพียกใจกล้านี่ยังไม่ตาย แล้วฉันก็เชื่อว่าหมอนี่ไม่ได้โง่ถึงกับวิ่งไปให้โศกาต่อยฟรีแน่”
 
ผู้ดูแลหันไปมองนักวิ่งในทีม ก่อนจะละสายตากลับมามองหน้าเขาเหมือนเดิม
 
“ยิ้มแล้วรอฟังข่าวดีตอนความทรงจำของทอมมี่นี่กลับคืนมาหลังการเปลี่ยนแปลงเถอะ”
 
 
มินโฮเหยียดแขนขึ้นบิดขี้เกียจอยู่นาน ความเหนื่อยล้าสะสมจากการออกวิ่งในวงกตข้ามคืนทุกวันคงกำลังเล่นงานผู้ดูแลให้อยากนอนพักอยู่เฉย ถ้าการลดแขนลงเหยียดไปด้านหลังคร่อมขาของคนนอนอยู่บนเตียง ขณะคนนั่งหลับตาทำเพียงแค่เอนตัวจะหมายถึงอยากทิ้งร่างนอนลงตามแรงดึงดูดของเตียง เขาก็อาจจะใช้อำนาจของรองหัวหน้าบอกให้มินโฮหยุดพักถ้าเจ้าตัวจะยอมหยุดวิ่งเพียงหนึ่งวัน
 
 
“ฉันไปละ”
 
ความเหนื่อยล้าแสดงออกให้เห็นเพียงไม่นานพอให้เขาตัดสินใจเอ่ยปาก ความมุ่งมั่นกระตือรือร้นกลับมาหาผู้ดูแลอีกครั้ง กลายเป็นนักวิ่งที่มีร่างกายแข็งแรงตื่นตัวและพร้อมจะวิ่งไปข้างหน้าตลอดเวลาโดยไม่กลัวอันตรายที่รออยู่ด้านนอก มินโฮดีดตัวขึ้นจากเตียงนอนเดินมายืนด้านข้างให้เขาเงยหน้าขึ้นมอง
 
“เจอกันพรุ่งนี้”
 
มือใหญ่ตบลงบนไหล่เขาอีกครั้งสองสามที หลังสัมผัสจากฝ่ามือหายไปและเสียงฝีเท้าก้าวบนแผ่นไม้ดังห่างออกไปทางประตูที่กำลังเปิดออก ความรู้สึกบีบรัดหนักหน่วงในอกเร่งเร้าผลักดันให้ลมหายใจถูกสูดเข้า พร้อมริมฝีปากเปล่งคำพูดแบบที่เขาตัดสินใจตั้งแต่คืนแรกเมื่อกำแพงไม่ยอมปิด คือเขาจะออกไปด้านนอกวงกตถ้าจำเป็น
 
 
 
 
 
 
“นายว่าอะไรนะ”
 
ปล่อยมือที่กำลังจะผลักประตูออกไปแล้วหันกลับมาทางรองหัวหน้าที่ตอนนี้เหมือนกำลังอมความทุกข์แล้วแบกทางวงกตเอาไว้ทุกตารางนิ้ว หรือถ้าด้วยแรงของคนที่คอยดูแลทุกคนในทุ่งเพียงคนเดียวจะสามารถดันประตูหินให้ปิดเข้าหากันได้ก็คงจะทำไปตั้งแต่ก่อนโศกาจะบุกเข้ามาเมื่อหลายคืนก่อน
 
มินโฮเดินก้าวเร็วๆ กลับมายืนด้านหลัง แต่ดูเหมือนว่าคนพูดจบจะเงียบแล้วไม่พูดอะไรต่อ เลยทำให้เขาต้องเดินอ้อมไปข้างๆ ชะโงกดูว่าสีหน้าของคนบอกว่าจะเข้าไปวิ่งในวงกตพร้อมกับเขาตอนนี้เป็นยังไง
 
 
“ฉันจะเข้าไปในวงกตกับนาย”
 
 
นิวท์พูดซ้ำอีกครั้งเมื่อเห็นว่าเขาจ้องหน้า สายตาที่เหม่อลอยออกไปนอกหน้าต่างจ้องมองท้องฟ้าสีเทาเคลื่อนมาสบกับเขาทันทีเมื่อพูดจบ
 
 
“เฮ้ๆ นายกำลังรู้ตัวใช่มั้ยว่าเพิ่งพูดอะไร”
 
ตัดสินใจทิ้งตัวลงบนเตียงข้างโทมัสที่ยังหลับอยู่ แรงยุบบนเตียงอย่างรุนแรงอาจเพียงพอจะปลุกให้หน้าใหม่ผู้กล้าหาญตื่นจากหนามของโศกา มินโฮขยับตัวเข้าไปจนใกล้เก้าอี้ข้างเตียงที่คนเพิ่งพูดประโยคที่ทำให้หัวใจเขากระตุกวูบนั่งอยู่ ยื่นหน้าเข้าไปหาจนอยู่ในระดับเดียวกัน
 
 
“มินโฮ ฉันเคยเป็นนักวิ่งเหมือนกับนาย”
 
 
“ฉันรู้พวก แต่…”
 
หยุดตัวเองได้ทันก่อนความรู้สึกข้างในจะทำให้เขาพูดประโยคทำร้ายจิตใจคนฟัง แต่ดูเหมือนเจ้าตัวรู้ว่าเขาตั้งใจจะพูดอะไรเมื่อประโยคต่อมาถูกเอ่ยจากอดีตนักวิ่งที่เสียขาข้างที่เคยดีไปเพราะการบาดเจ็บจนกระดูกหัก
 
 
“นายกำลังดูถูกขาของฉัน”
 
 
สองมือยกขึ้นกางเกร็งอยู่ข้างศีรษะแบบที่ไม่รู้จะระบายออกด้วยการกระทำอะไรนอกจากเปลี่ยนเป็นกำแน่นแล้ววางลงข้างตัวเหมือนเดิม คำพูดแสดงความเป็นห่วงถูกโยนทิ้งไปเมื่อความมุ่งมั่นของนิวท์กำลังทำให้เขากระวนกระวายจนเกือบจะนั่งไม่อยู่
 
“โอเคคุณนักวิ่ง ฉันจะไม่ห้าม แต่ก็ไม่รับรองความปลอดภัยของนายเหมือนกัน”
 
 
“ฉันโยนคำว่าปลอดภัยทิ้งไปก่อนจะพูดแล้ว”
 
หวังจะทำให้คนพูดเปลี่ยนใจ แต่ไม่เป็นผลเลยเมื่อนิวท์หนักแน่นในการตัดสินใจของตัวเองมากเกินกว่าความเป็นห่วงของเขาจะทำอะไรได้
 
 
“ของใช้นายยังเก็บอยู่ในห้องเก็บของ เราควรจะรีบถ้าไม่อยากเสียเวลาไปกว่านี้”
 
มินโฮยันตัวเองขึ้นจากเตียง เดินผ่านข้างตัวของคนที่ลุกขึ้น แล้วเดินตามมา
 
 
 
 
 
 
มินโฮหยุดยืนหน้าห้องเก็บของ หยิบกุญแจดอกหนึ่งออกมาไขประตูโทรมๆ เปิดออกแล้วเดินนำเข้าไปด้านใน ทั้งตอนที่เป็นนักวิ่งหรือเป็นรองหัวหน้าภาพด้านในของห้องเก็บของก็ถูกมองเห็นชินตาจนไม่เหลือความตื่นเต้น เว้นก็แต่ในวันนี้ที่กล่องเก็บรองเท้านักวิ่งเป็นเป้าหมายให้เขาเดินตามมินโฮเข้าไปหา ผู้ดูแลก้มลงไปในกล่องแล้วหยิบรองเท้าสีเงินทรงเพรียวยื่นให้เขา
 
 
“ของนาย มันถูกเก็บเอาไว้อย่างดีเสมอ”
 
 
นิวท์ยื่นมือไปรับรองเท้าจากมินโฮ นั่งลงบนพื้นทั้งที่ไม่ละสายตาจากคนที่เกือบแสดงอารมณ์โมโหออกมาในห้องพักของโทมัส ทั้งที่แสดงออกว่าไม่อยากให้เขากลับมาวิ่งอีกครั้ง แต่ของใช้ทุกอย่างตอนเป็นนักวิ่งของเขายังถูกเก็บไว้อย่างดี แม้กระทั่งเป้หลังที่เขาเคยใช้ ใส่ขวดน้ำและกล่องอาหารกลางวันเอาไว้พร้อม ยังถูกยื่นให้ระหว่างเขาถอดรองเท้าคู่เดิม และเปลี่ยนเป็นรองเท้าวิ่ง
 
“ขอบใจ”
 
รับเป้หลังมาวางไว้ข้างตัวระหว่างลงมือผูกเชือกรองเท้าต่อ ทรงของรองเท้าหุ้มมาถึงข้อที่อาการขัดเจ็บตอนกระดูกหักยังหลงเหลือเอาไว้ทำให้ทุกการก้าวขาของเขาช้าลง และไม่เหมือนเดิม
 
 
มินโฮเดินนำไปยังห้องใต้ดินทีใช้เก็บอาวุธ อากาศชื้นและกลิ่นดินแตะจมูกระหว่างก้าวขาลงบันไดไปยังห้องมืด มีดสั้นและที่ยาวกว่าอีกหนึ่งเล่มถูกยื่นส่งมาให้รับไว้ เป็นอาวุธที่เขาเคยใช้ตอนออกไปด้านนอกวงกต ความคมของปลายมีดสัมผัสได้เมื่อนิวท์ลองใช้ปลายนิ้วลูบผ่านเบาๆ มินโฮเก็บเอาไว้อย่างดีเหมือนกับของใช้อื่น
 
กลับขึ้นมาในห้องเก็บของอีกครั้ง มินโฮเดินนำออกจากห้องไปโดยไม่พูดอะไรก่อนจะพาเขามาแวะโรงครัวของฟรายแพนเพื่อหยิบอาหารกลางวันใส่กล่องข้าว เป็นขนมปังกรอบกับมันบดและแอปเปิ้ลอีกหนึ่งลูก ผู้ดูแลนักวิ่งยืนจับสายเป้หลัง พิงกำแพงโรงครัวระหว่างรอเขาเติมน้ำใส่ขวดเพื่อใช้ระหว่างออกไปด้านนอก
 
 
 
ตั้งแต่ออกจากบ้านพัก หลังจากยอมให้เขาออกไปสำรวจวงกตด้วยในวันนี้ มินโฮก็พูดน้อยลงกว่าเดิม แทบจะพูดเท่าที่จำเป็นหรือไม่พูดเลยจนกว่าเขาจะเริ่มต้นบทสนทนาก่อนแล้วมินโฮก็ตอบรับแค่สั้นๆ ในบางครั้งเท่านั้น ถ้าการดื้อรั้นของเพื่อจะออกไปด้านนอกจะทำให้ผู้ดูแลต้องหัวเสียหรือไม่พอใจ เขาก็ยอมจะแลกความตั้งใจของตัวเองกับอารมณ์ขุ่นมัวของมินโฮแม้จะยังไม่รู้ถึงอันตรายที่รออยู่หลังจากก้าวขาผ่านประตูออกไป แต่อย่างน้อยในระหว่างที่โทมัสยังไม่ได้สติจากการยอมทรมานตัวเองกับความเจ็บปวดระหว่างการเปลี่ยนแปลงให้ความทรงจำบางส่วนกลับคืนมา หากจะสามารถหาคำตอบให้กับปริศนาของวงกตที่ยังไขไม่ได้ เขาก็พร้อมจะออกไปเสี่ยงอันตรายด้านนอกด้วยขาข้างหนึ่งที่อาจไม่เป็นใจนักก็ตาม
 
ภาพด้านนอกประตูปรากฎแก่สายตาเหมือนทุกวันที่เคยได้มาส่งนักวิ่งออกไปทำหน้าที่ด้านนอก หรือเมื่อไม่กี่เดือนก่อนตอนที่เขายังได้วิ่งผ่านประตูออกไป และในวันนี้เขาก็จะก้าวขาออกไปด้านนอกอีกครั้ง พร้อมจะแลกด้วยอะไรก็ตามมที่ทำให้ทุกอย่างจบลงโดยเร็ว ด้วยเสียงรัวในอกเหมือนกับกำลังบอกเขาว่าทุกอย่างกำลังดำเนินมาจนเกือบถึงตอนสุดท้ายแล้ว
 
 
 
 
 
 
หันกลับไปมองหน้าอดีตนักวิ่งซึ่งเจ้าตัวก็มองตอบกลับมา หากนิวท์ตั้งใจจะทำอะไรแล้วเขาคงห้ามไม่ได้นอกจากเก็บความเป็นห่วงรวมเอาไว้กับความกังวลนับตั้งแต่ก้าวแรกที่วิ่งนำออกมาจากขอบประตู มินโฮจงใจชะลอฝีเท้าในทุกก้าวที่ผ่านทางเดินวกวน แต่ก็จำได้ดีทุกทางแยก เชื่อมโยงเป็นภาพแผนที่วงกตอยู่ในหัวและพาตัวเองไปได้ทันทีในทุกตำแหน่งที่ขาทั้งสองข้างพาวิ่งไป
 
ถึงจะรู้วว่ากำแพงวงกตไม่ขยับอีกเลยตั้งแต่ประตูทุกทิศของทุ่งไม่ยอมปิด และท้องฟ้ากลายเป็นสีเทาเมื่อดวงอาทิตย์หายไป แต่หน้าที่ในการออกวิ่งไปตามเส้นทางเดิม มุ่งตรงไปยังทางตันที่สุดทางของวงกตแต่ละส่วนและวิ่งกลับ คอยค้นหาสิ่งที่ก่อนหน้านี้ไม่ได้สังเกต แต่ก็ดูเหมือนว่าทุกอย่างในวงกตนี้ได้ผ่านสายตาเขาทั้งหมดแล้ว แม้แต่ก้อนหินบนพื้นก็จำได้ว่ามันยังอยู่ที่เดิมหมือนเมื่อวาน
 
เสียงฝีเท้าที่วิ่งอยู่ด้านหลังยังคงตามมา เรื่องสิ้นเปลืองพลังงานเพราะการพูดใช้เป็นข้ออ้างทำให้เขาลดบทสนทนาในการคุยกับนิวท์ออกไป ซึ่งเป็นเรื่องดีในระหว่างที่เขาคิดคำพูดอะไรไม่ออกนอกจากบอกให้คนขอออกมาวิ่งในวันนี้กลับไปในทุ่ง แม้ว่าทุ่งจะไม่ได้ปลอดภัยเหมือนกับวันที่กำแพงปิดตามปกติเมื่อฟ้าใกล้มืด แต่ก็ยังปลอดภัยกว่าออกมาวิ่งในวงกตที่ตอนนี้คาดการไม่ได้เลยว่าพวกโศกาจะพากันออกมาเดินเล่นอีกเมื่อไหร่
 
 
 
มินโฮชะลอฝีเท้าลงเมื่อได้ยินเสียงหอบหายใจรวมกับเสียงก้าวเท้าบนพื้นปูนมาจากทางด้านหลัง นิวท์คงพยายามวิ่งให้เร็วโดยลดภาระของขาข้างที่เสียด้วยการไม่ทิ้งน้ำหนักลงไป และก้าวขาข้างที่แข็งแรงดีให้ยาวกว่าปกติเพื่อตามเขาให้ทัน จนในที่สุดมินโฮก็ตัดสินใจหยุดวิ่งก่อนไปถึงทางวงกตส่วนเจ็ด
 
“เราหยุดพักกันตรงนี้ก่อน”
 
 
นิวท์นั่งลงข้างเขา ยกมือขึ้นเช็ดเหงื่อที่กำลังจะไหลผ่านใบหน้า เสียงหอบหายใจยังดังถี่แม้จะหยุดวิ่งแล้ว
 
 
“แทบไม่มีอะไรให้จดบันทึกเลย วงกตไม่เปลี่ยนรูปแบบมาหลายวันแล้ว”
 
มินโฮหยิบขวดน้ำเปิดขึ้นดื่ม ดับความกระหายที่เกิดขึ้นเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับการออกวิ่งเต็มฝีเท้า
 
 
“มันเปลี่ยนไปนิดหน่อยจากครั้งล่าสุดที่ฉันเคยออกมา”
 
นิวท์เงยหน้าขึ้นมองรอยแตกของกำแพง ลมหายใจค่อยปรับช้าลงระหว่างที่เจ้าตัวเริ่มปลดเป้หลัง แล้วหยิบขวดน้ำออกมา
 
“แต่ก็ยังเป็นรูปแบบเดิมที่จำได้..”
 
 
เสียงตอนท้ายประโยคแผ่วเบาเหมือนกระซิบบอกตัวเองมากกว่า แล้วคนพูดก็เปลี่ยนเป็นนั่งชันเข่าตอนเปิดขวดน้ำยกขึ้นดื่มทีละนิด
 
 
มินโฮหลับตา ลดสายตาลงต่ำมองพื้นเมื่อลืมขึ้นอีกครั้ง จงใจไม่มองหน้าอดีตนักวิ่งที่นั่งอยู่ตรงข้ามเขา เมื่อบทสนทนาเปลี่ยนเป็นเรียกภาพในวันเกิดอุบัติเหตุกับขาข้างที่เสียไปนั้นกลับมา หลังจากที่อัลบีพาตัวนิวท์กลับมาในทุ่งได้ทันก่อนประตูปิด ตั้งแต่วันนั้นขาข้างขวาของอดีตนักวิ่งก็ไม่กลับมาเป็นเหมือนเดิมอีกเลย
 
ละสายตาจากก้อนหินบนพื้น มองไปยังปลายขากางเกงที่พับไว้ของคนที่ตอนนี้เหมือนกับเหม่อลอยออกไปยังไม้เลื้อยบนกำแพง คล้ายกับกำลังนึกถึงช่วงเวลาที่ขาทั้งสองข้างเคยวิ่งอย่างรวดเร็วในวงกตแห่งนี้
 
โดยไม่ทันได้ห้ามตัวเอง หรือเพราะไม่ใช่สมองสั่งการกระทำ แรงกดหนักในอกเกิดขึ้นพร้อมกับที่มือของเขายื่นออกไปสัมผัสข้อเท้าขวาผ่านรองเท้านักวิ่งที่หุ้มอยู่
 
 
 
 
 
 
สติถูกเรียกกลับมาให้เผลอสะดุ้งนิดๆ เมื่อสัมผัสแผ่วเบาเกิดขึ้นใกล้กับอาการบาดเจ็บที่ไม่มีวันหายดี เผลอขยับขานิดหน่อยเหมือนจะเกร็งเมื่อถูกสัมผัสส่วนที่อยู่ต่ำด้านล่าง ถึงแม้จะโดนรองเท้ามากกว่าแต่เขาก็รู้ว่ามินโฮจงใจจับข้อเท้าขวาตรงอาการบาดเจ็บของเขา
 
 
“ยังเจ็บอยู่หรือเปล่า”
 
 
“ไม่แล้วแต่ยังต้องเดินกะเผลกนั่นแหละ”
 
 
มินโฮยังไม่ปล่อยมือแม้ว่าเขาจะตอบคำถามไปแล้ว จากที่สัมผัสลงตอนแรกเริ่มเปลี่ยนเป็นขยับมือเพื่อจะกำด้านข้างข้อเท้าของเขา จนทำให้ต้องเอื้อมทั้งสองมือไปสัมผัสปลายขากางเกงใกล้กับมือของมินโฮแทน เมื่อไม่กล้าจะขยับขาหนี
 
 
มือของมินโฮขยับเมื่อเขาเคลื่อนมือจากปลายขากางเกงไปโดน แรงสัมผัสที่ข้อเท้าขวาผ่อนลงเมื่อปลายนิ้วของเขาแตะโดนบนหลังมือไปจนเกี่ยวได้ที่ปลายนิ้วมือของมินโฮ แทรกนิ้วลงไปผ่านข้อเท้าและนิ้วมือที่ยังคงสัมผัสอยู่ จนกระทั่งนิ้วทั้งสี่ดันช้าๆ ให้ฝ่ามือคลายออกและปล่อยข้อเท้าของเขา แต่มินโฮกลับยังกำที่ปลายนิ้วมือของเขาไว้
 
“นายไม่ได้ตั้งใจใช่ไหม นิวท์”
 
 
พยายามดึงมือออกให้ปลายนิ้วเป็นอิสระจากมือของอีกคน สัมผัสคลายออกพร้อมกับตอนที่เขาออกแรงดึง มินโฮยังคงเกี่ยวปลายนิ้วมือสุดท้ายของเขาเอาไว้ก่อนสัมผัสจะหายไป เหลือไว้เพียงความรู้สึกชาตรงปลายมือ
 
 
…ฉันตั้งใจ มินโฮ…
 
 
 

– E N D –

 
 
 

x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x

 
อยากเขียนเกี่ยวกับมินโฮกับนิวท์ได้วิ่งในวงกตด้วยกันอีกครั้งค่ะ แล้วก็เชื่อว่าถ้านิวท์บอกว่าจะไปวิ่งมินโฮต้องห่วงมากๆ จนจะไม่ยอมให้เข้าไปแต่สุดท้ายก็เคารพในการตัดสินใจของนิวท์อยู่ดี
 
นิวท์ยังคงเครียดตั้งแต่ฟิคเรื่องแรกจนฟิคเรื่องสอง
ทั้งที่ความตั้งใจตอนอ่าน TDC จะเขียนฟิคที่ทำให้ทั้งสามคนมีความสุข แต่ก็กลายเป็นเขียนเรื่องที่ทั้งสามคนยังไม่มีความสุขอยู่ดี
 
 
ฟิคสปอยล์เรื่องขาของนิวท์ใน TDC ตอนอ่านช็อคมากเพราะในเล่มแรกนิวท์บอกกับโทมัสว่าขาเจ็บเพราะวิ่งหนีโศกา แต่ใน TDC กลับเป็นว่านิวท์ตั้งใจกระโดดลงมาจากกำแพง และด้วยความรู้สึกจริงๆ ที่บอกโทมัส เลยรู้สึกว่านิวท์เป็นคนที่เก็บความเครียดเอาไว้ภายใต้บทบาทหน้าที่ของตัวเอง ตอนเขียนในฟิคเรื่องนี้นิวท์เลยดูเครียดมากๆ ยิ่งกว่าเรื่องแรกอีกค่ะ
 
 
ถ้ามีโอกาสได้เขียนเรื่องหน้า ตั้งใจว่าจะทำให้พวกเขามีความสุขแล้วค่ะ ; __ ;)
 

2 comments

  1. ชอบมากเลยค่ะ แอบคิดอยู่เหมือนกันแหละว่าจะเป็นยังไงถ้าสองคนนี้ได้กลับมาวิ่งด้วยกันอีกครั้ง แล้วมันก็แบบ…ฮึ่ยยยย! มันกิ๊วก๊าวเจือความอบอุ่น แถมแอบมีดราม่าเล็กๆน้อยๆพอบีบคั้นหัวใจ
    มินโฮแลดูจะห่วงนิวท์มากเลยอะ ชอบอะ ชอบบบบบบบบบบ T///T

    Like

    1. ตอนอ่านเล่มสามที่นิวท์บอกกับโทมัสเรื่องตัวเองตั้งใจปีนกำแพงเพื่อจะฆ่าตัวตาย เราสงสารนิวท์มาก รู้สึกว่าคนที่เข้มแข็งเพื่อทุกคนในทุ่ง เป็นห่วงคอยดูแลทุกคนกลับเป็นคนเก็บความเศร้าเอาไว้เอง และเชื่อว่าคนที่น่าจะมองออกและเป็นห่วงนิวท์มากๆ ก็คือมินโฮแน่ๆ ค่ะ เรารู้สึกว่าทั้งสองคนผูกพันธ์กันมากเพราะรู้จักกันมานาน และยิ่งในเลามสามที่มินโฮร้อนรนเรื่องนิวท์โดนเอาตัวไปมาก ยิ่งเน้นความสัมพันธ์ของสองคนนี้ชัดเจนขึ้น ฮือออออ ;;_______;;) ดราม่าาาาาา

      ดีใจที่ชอบนะคะ ขอบคุณมากๆ เลยค่ะ

      Like

Thank you for your comment ♥

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s