[Fic The Maze Runner] We are (Minho x Newt x Thomas)


Title: We are
Author: Yaoyuay
Fandom: The Maze Runner
Pairing: Minho x Newt | Thomas x Newt | Minho x Thomas
Rating: PG
Warning: Yaoi
Note: ฟิคอ้างอิงเวอร์ชั่นหนังสือมากกว่าเวอร์ชั่นภาพยนตร์นะคะ :)
 
 
 
 
มินโฮรู้สึกตัว ไม่ใช่แสงสว่างตอนเช้าของท้องฟ้าปลุกเขาตื่น แต่เป็นความเคยชินในทุกวันตลอดสองปีที่เมื่อขยับตัวแล้วยกแขนขึ้นดูนาฬิกาดิจิตอลบนข้อมือ ตัวเลขบนหน้าปัดนาฬิกาพาสติกสีดำก็ยังไม่ใช่เวลาของแสงสว่างแรกจะเกิดขึ้นบนท้องฟ้าเป็นแสงอ่อนสีน้ำเงินตอนใกล้รุ่งสาง เสียงครูดบดอย่างน่ากลัวยังไม่ปลุกให้บรรดาชาวทุ่งที่ยังหลับอยู่ตื่นขึ้นพร้อมกับตอนประตูค่อยๆ ขยับออกทุกเช้า แล้วทุกวันของเขาก็เริ่มต้นขึ้น
 
หน้าที่ของผู้ดูแลนักวิ่งเริ่มขึ้นเหมือนนักวิ่งคนอื่นอีกเจ็ดคน หลังจากลุกจากที่นอนก็ไปยังห้องแผนที่เตรียมข้าวของจำเป็นอย่างสมุดบันทึกกับดินสอใส่เป้หลังเพื่อคอยจดการเปลี่ยนแปลงของวงกตส่วนที่ตัวเองรับผิดชอบ แบ่งหน้าที่สำรวจในส่วนต่างๆ แต่ละวันและย้ำให้กะระยะทางกับความเร็วในการวิ่งของตัวเองตอนต้องกลับมาตามเส้นทางเดิม เรื่องการหยุดพักก็เป็นสิ่งสำคัญ ทานข้าวกลางวันหรือพักเหนื่อยหากจำเป็น แล้วกลับมาให้ทันพบกันอีกครั้งตอนเย็นในห้องแผนที่ พร้อมกับหน้าที่สุดท้ายของวันคือการวาดแผนที่จดบันทึกการเปลี่ยนแปลงอย่างละเอียด ทำในสิ่งที่เปรียบเหมือนความหวังเดียวของทุกคนฝากไว้กับกลุ่มนักวิ่ง จนกว่าพวกเขาจะเจอสิ่งที่เรียกว่าทางออก
 
แต่นอกจากออกวิ่งก้าวขาอย่างรวดเร็วลัดเลี้ยวไปในวงกต จดจำรูปแบบของแผนที่ทุกตารางนิ้วเอาไว้ในหัว เอาชีวิตให้รอดปลอดภัยจากอันตรายที่ด้านนอก สำรวจทุกเส้นทางและความเปลี่ยนแปลง จดจำทุกรายละเอียดที่อาจเป็นข้อมูลนำไปสู่ประตูทางออก ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่บรรดานักวิ่งแบกเอาไว้นอกจากเป้หลัง คือความหวังของทุกคนในทุ่ง คนที่ทำหน้าที่ของตัวเองเกื้อหนุนกันและกันตามความถนัดของแต่ละคน ให้เขาได้มีผลผลิตจากสวน หรือเนื้อสัตว์ดีๆ จากโรงเลือดที่ปรุงสุกอร่อยวางเตรียมในครัวครบทุกมื้อ หรือแม้แต่หลายครั้งที่บาดเจ็บมาจากด้านนอก หน่วยเพียบานก็ช่วยทำแผลและรักษา ต่อให้ไม่ได้ออกไปสำรวจเส้นทางอันตรายด้านนอก แต่ทุกคนก็คอยทำหน้าที่ของตัวเองอยู่ด้านใน เฝ้ารอการกลับมาของพวกเขาในตอนเย็นทุกวัน โดยเฉพาะคนหนึ่งที่นอกจากรอเขาตอนเย็นก็ยังมาเจอหน้าเขาเกือบทุกเช้า
 
 
 
โรงครัวของฟรายแพนเป็นสถานที่ถัดไปให้เขามุ่งหน้ามาฝากมื้อเช้าไว้กับกลิ่นหอมของเบคอนทอดกับไข่ดาวที่เป็นผลผลิตจากโรงเลือดถูกปรุงสุกอร่อยถูกปากเป็นพลังงานให้เขาได้วิ่งไปในวงกตทุกวัน ท้องว่างถูกเติมจนเต็มให้อิ่มพอดี ไม่จุกเกินไปเมื่อออกวิ่ง มีเวลาได้ย่อยอาหารในระหว่างหัวหน้าพ่อครัวกำลังทำแซนด์วิชเตรียมให้พวกเขาห่อเป็นอาหารกลางวัน
 
แล้วตอนที่ขวดน้ำถูกบรรจุน้ำดื่มจนเต็มเพื่อใช้ระหว่างอยู่ด้านในเส้นทางวงกต สายตาที่ปกติแล้วจะเคยชินกับการกะระยะห่างของกำแพงกับความเร็วในการวิ่งของตัวเองก็เหลือบมองออกไปนอกโรงครัว เห็นคนตื่นเช้าก่อนชาวทุ่งส่วนใหญ่ที่ยังหลับอยู่ออกมาเดินอยู่ด้านนอกแล้ว
 
นิวท์มักจะออกมาเดินพร้อมกับแสงสว่างบนท้องฟ้า ตอนที่เสียงหินเคลื่อนบดกับหินบอกว่าประตูกำลังเปิดออก ได้แต่เดาเอาเองว่าคงจะแอบมาสำรวจดูว่าชาวทุ่งในความดูแลของรองหัวหน้านอนหลับกันสบายดียันเช้า หรือหากใครที่นอนหลับไม่มีผ้าห่มก็คงจะไปหามาให้
 
รองหัวหน้า ตำแหน่งที่ไม่มีชาวทุ่งรุ่นแรกคนใดคัดค้าน ใจเย็น และมีสติไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นมักจะวิเคราะห์ลึกลงไปกว่าเขาที่บางครั้งเผลอวู่วามและพูดอะไรไม่ทันคิด เป็นห่วงคนอื่นขนาดที่บางครั้งอดคิดไม่ได้ว่ามากกว่าห่วงตัวเองหรือเปล่า ทุกคุณสมบัติเลยขอยกให้อดีตนักวิ่งคนนี้ได้คะแนนเต็ม
 
นิวท์มองเข้ามาด้านในโรงครัว สบตากับเขาก่อนพักหนึ่งแล้วถึงมองไปยังนักวิ่งคนอื่น คงจะมองดูว่าทุกคนกินอาหารเช้ากันอิ่มเรียบร้อยแล้วมีอาหารกลางวันห่อใส่กล่องข้าวกันครบทุกคนหรือเปล่า ฟรายแพนยื่นแซนด์วิชกับแอปเปิ้ลส่งให้เขารับไว้ ไม่ได้ใส่ใจมองกล่องข้าวขณะหยิบทุกอย่างใส่ลงไปแล้วเก็บใส่เป้ตอนรอให้สายตาที่มองไปมาอยู่ด้านนอกมองกลับมายังกลุ่มนักวิ่งอีกครั้ง
 
มินโฮส่งยิ้มให้คนที่เปลี่ยนเป็นกอดอกเมื่อเห็นผู้ดูแลและนักวิ่งเตรียมตัวกันเรียบร้อย เลิกคิ้วทักทายฉีกยิ้มกว้างกว่าเดิมแทนคำว่าอรุณสวัสดิ์จากระยะไกล แล้วก็ดูเหมือนว่าคุณรองหัวหน้าจะยิ้มออกมานิดหนึ่งก่อนจะเดินหายไปจากด้านนอกประตูโรงครัว แต่นั่นก็เพียงพอแล้วให้เขาต้องกลั้นยิ้มของตัวเองเอาไว้ด้วยการเม้มริมฝีปากตอนนักวิ่งคนหนึ่งหันมาสังเกตเห็น
 
 
 
วอร์มร่างกายออกวิ่งเหยาะๆ ผ่านลานกว้างของทุ่งหญ้าไปทางกำแพงที่ตอนนี้เปิดออกจนสุด และท้องฟ้าก็สว่างมากกว่าตอนเขาเพิ่งตื่นนอนเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้า ชาวทุ่งส่วนใหญ่เริ่มลุกจากที่นอนและออกมาทำหน้าที่ของตัวเองตามที่ผู้ดูแลมอบหมาย งานในสวนเริ่มขึ้นแล้วตอนน้ำจากบัวรดน้ำเทลงบนต้นข้าวโพดขณะที่ซาร์ทผู้ดูแลสวนกำลังตัดแต่งกิ่งแอปปริคอตเหมือนเมื่อวาน
 
เรียกรวมตัวนักวิ่งหยุดหน้ากำแพงทิศตะวันตก ทบทวนเส้นทางส่วนการสำรวจกับนักวิ่งคนอื่น และอวยพรให้ทุกคนโชคดีพาชีวิตกลับมาพบกันอีกครั้งที่ห้องแผนที่ก่อนประตูจะปิดลงในตอนเย็น มินโฮยกแขนขึ้นมองนาฬิกา กระชับเป้หลังอีกครั้งและกำลังจะออกวิ่งผ่านประตูไปพร้อมกับทุกคน พอดีกับสิ่งหนึ่งทำให้การก้าวขาหยุดชะงัก แล้วหมุนตัวกลับมาด้านในทุ่ง เป็นเสียงเรียกที่จำเจ้าของเสียงได้ทันทีตั้งแต่ก่อนจะหันกลับมา
 
 
“มินโฮ”
 
 
“ครับผม”
 
หันกลับมาหาคนที่กำลังเดินอย่างเร็วเท่าที่ขาเคยดีของอดีตนักวิ่งจะผ่านลานกว้างด้านหลังมาหาเขา หลังจากนักวิ่งคนอื่นพากันทอยผ่านประตูเข้าไปในวงกตหมดแล้ว และเหมือนว่าการมาส่งนักวิ่งออกไปทำหน้าที่ก็ดูจะเป็นงานของรองหัวหน้าประจำทุ่งด้วยเหมือนกัน
 
 
“ฟรายแพนบอกนายลืมนี่”
 
แอปเปิ้ลลูกหนึ่งถูกโยนมาให้เขารับเอาไว้อย่างงงๆ ด้วยมือขวา
 
“หมอนั่นคงไม่อยากให้นายหมดแรงก่อนจะกลับมาที่ทุ่งเพราะกินมื้อกลางวันไม่อิ่ม”
 
 
เผลอเอื้อมมือไปตบเป้หลังที่ใส่กล่องข้าวโดยอัตโนมัติ หรือระหว่างที่มัวแต่สนใจคนที่อยากให้มองมาจะทำให้เขาวางแอปเปิ้ลจากสวนของซาร์ททิ้งไว้บนโต๊ะไม้แทนที่จะหยิบลงกระเป๋า
 
“ขอบใจมาก แต่ฝากนายบอกฟรายแพนอย่างหนึ่งหน่อย”
 
 
นิวท์ขมวดคิ้วทำหน้าสงสัยระหว่างรอเขาพูดต่อ
 
 
“มื้อกลางวันของหมอนั่นแทบจะทำให้ฉันอิ่มจนค้างคืนต่อกับโศกาได้เลย”
 
 
เท่านั้นแหละ คิ้วของคนฟังก็มาขมวดติดกันกว่าเดิม หน้าสงสัยก่อนนี้เปลี่ยนเป็นดูคล้ายไม่พอใจนิดๆ เมื่อหรี่ตา แทบทุกครั้งที่พูดเล่นเกี่ยวกับการออกไปวิ่งด้านนอกจะทำให้คิ้วตรงหน้าผากของรองหัวหน้ามาขมวดติดกันเป็นปม แล้วความเงียบที่เกิดจากคนไม่พอใจเลือกจะหยุดพูดเพื่อให้เขารู้สึกตัวก็เกิดขึ้นจนกว่าเขาจะเปลี่ยนเป็นพูดเรื่องอื่นที่เข้าท่ามากกว่าล้อเล่นกับอันตรายเกี่ยวกับตัวเอง แต่พอแกล้งพูดเล่นแล้วได้เห็นสีหน้าไม่สบอารมณ์นิดๆ ของคนที่มักใจเย็นตลอดเวลาก็อดจะแหย่เล่นซ้ำอยู่เรื่อยไม่ได้
 
 
“แล้วเป็นยังไงบ้างหมอนั่นน่ะ ไอ้เจ้าหน้าใหม่”
 
ปลดเป้หลังออกมาใส่แอปเปิ้ลที่ได้รับจากนิวท์ลงไปแล้วรูดซิบปิด เปลี่ยนประเด็นนอนด้วยกันกับโศกาเป็นเรื่องของเด็กใหม่ที่เพิ่งมาพร้อมกล่องเมื่อวานแทนที่จะต่อเรื่องตัวเองโดนโศกาต่อย
 
 
“เหมือนจะปรับตัวได้เร็วกว่าคนอื่น หมอนั่นดูจะนอนหลับสนิทดีตั้งแต่คืนแรก”
 
นิวท์ยอมพูดต่อเมื่อเห็นว่าเขาเริ่มกลับมาจริงจัง
 
 
“ฟังดูใช้ได้ใช่เล่น”
 
มินโฮเลิกคิ้วแล้วยักไหล่ นานทีถึงจะมีพวกหน้าใหม่ที่ไม่ร้องไห้หรือวิ่งไปหมกตัวในพงหญ้าเป็นอาทิตย์
 
 
“วันนี้อัลบีให้ฉันพาไปหาผู้ดูแล โชคร้ายของหมอนั่นที่เด็กใหม่ต้องไปเจอวินสตันที่โรงเลือดก่อน”
 
 
“งั้นฝากถามหมอนั่นทีสิ ชื่ออะไรนะ ใช่โทมัสหรือเปล่า อยากมาช่วยฉันสำรวจวงกตมากกว่าเชือดหมูของวินสตันไหม”
 
 
เป็นอีกครั้งที่นิวท์ขมวดคิ้วแล้วหรี่ตา ผมสีบลอนด์ตรงหน้าผากปิดซ่อนหัวคิ้วที่มาชนกันเอาไว้ทำให้เห็นไม่ชัด ถ้าไม่คิดไปเองดูเหมือนว่าริมฝีปากจะเม้มเข้าหน่อยๆ แบบเวลาที่คุณรองหัวหน้าไม่พอใจของจริง เมื่อคำพูดของเขาตั้งใจจะพูดเล่นเหมือนแหกกฎจะพาหน้าใหม่มาเป็นนักวิ่งตั้งแต่วันสองวันแรก
 
มากกว่าที่คำพูดแหย่แกล้งล้อเล่นไปตามนิสัยคนชอบกวน คือเผลอเอื้อมมือออกจากสายกระเป๋าสะพาย ยื่นผ่านอากาศตรงหน้าไปจนเกือบสัมผัสลงบนศีรษะเจ้าของผมประบ่าสีบลอนด์ แต่ก็ชักมือกลับมาเปลี่ยนเป็นลูบผมตัวเองแรงๆ จนกระเซิงแก้เขินที่เผลอตัวเกือบสร้างสัมผัสแปลกแบบผิดปกติให้
 
“ฉันไปก่อนดีกว่า พวกนักวิ่งคนอื่นล่วงหน้าไปไกลแล้ว”
 
เกิดความเงียบสักพักหนึ่งตอนไม่รู้ว่าจะใช้มือข้างที่หยุดลูบผมแต่ยังค้างไว้ตรงท้ายทอยมาทำอะไร กว่าจะนึกได้ว่าน่าจะยกขึ้นมาโบกมือให้ ก็ตอนนิวท์จ้องหน้าเขาเขม็งแบบคงสงสัยว่าเตรียมหมุนตัวไปทางวงกตแล้วแต่ทำไมยังไม่ยอมออกวิ่ง
 
 
“มินโฮ”
 
เสียงเรียกแบบเดิมรั้งเขาไว้อีกครั้งตอนกำลังจะก้าวขาออกไป เลยรีบหมุนตัวกลับมาหาเหมือนก่อนหน้านี้
 
“โชคดี แล้วเจอกันก่อนประตูปิด”
 
 
“เจอกัน”
 
ยกมือขึ้นมาโบกแตะตรงข้างศีรษะใกล้กับหางคิ้วเป็นสัญญาณว่ารับทราบและขอบคุณ ก่อนจะก้าวเท้าผ่านประตูออกไปสู่วงกตพร้อมคำอวยพรที่ทำให้เขาอยากมีชีวิตรอดปลอดภัยจนกระทั่งถึงเวลาวิ่งกลับเข้ามาในประตูอีกครั้ง กลับมาหาคนที่บอกกับเขาว่าแล้วเจอกัน ทุกวัน
 
 
 
 
 
 
ยังยืนอยู่ระหว่างช่องว่างของกำแพงหินที่เรียกว่าประตู ยืนมองด้านหลังของผู้ดูแลนักวิ่งค่อยๆ ไกลออกไปจนกระทั่งลับสายตาเมื่อเลี้ยวซ้ายตรงทางแยกข้างหน้าที่เขาเองก็เคยวิ่งผ่านเมื่อไม่กี่เดือนก่อน นิวท์สูดลมหายใจขณะหมุนตัวเดินกลับมายังทุ่งหญ้า หันหลังให้เส้นทางคดเคี้ยววกวนของกำแพงที่เคลื่อนเปลี่ยนตำแหน่งทุกวัน เก็บความกังวลใจและเป็นห่วงเอาไว้ในลมหายใจที่สูดเข้า ก่อนจะค่อยๆ ปล่อยออกมา ภาพที่อยากเห็นมากกว่าด้านหลังของผู้ดูแลนักวิ่งหายไปในตอนเช้า คือใบหน้าที่แม้จะเปียกเหงื่อจนโทรมแต่ก็กำลังวิ่งกลับเข้ามาด้านในอย่างปลอดภัยเมื่อถึงตอนเย็น
 
สองเท้าก้าวเดินผ่านต้นหญ้าในขณะที่ตอนนี้คนวิ่งออกไปคงกำลังเร่งฝีเท้าด้วยความเร็วผ่านพื้นปูนของทางวงกต หน้าที่ของมินโฮในวันนี้และทุกวันคือสำรวจเส้นทางและหาทางออกจากวงกต แต่สำหรับหน้าที่ของรองหัวหน้าในวันนี้คือพาหน้าใหม่ที่เพิ่งมาพร้อมกับกล่องไปหาผู้ดูแลตามที่อัลบีบอกไว้
 
นิวท์เดินมาหยุดใต้ต้นไม้ใหญ่ที่เด็กใหม่เมื่อเดือนที่แล้วกับหน้าใหม่กว่าของเดือนนี้ยังนอนหลับไม่ตื่น ตั้งแต่มอบหมายให้ชัคเป็นผู้ดูแล ก็ดูเหมือนว่าหน้าใหม่กับหน้าเก่าจะเริ่มเข้ากันได้ดีขึ้นเรื่อยๆ อย่างน้อยไอ้หนูที่อายุน้อยสุดในทุ่งก็คงจะรู้สึกภูมิใจในบางครั้งได้อธิบายเรื่องความรู้ในทุ่งตลอดหนึ่งเดือนให้กับคนใหม่ที่เพิ่งรู้จักทุ่งไม่กี่วันได้ฟัง
 
ภาพของชาวทุ่งที่ยังหลับอยู่ดูเหมือนจะเป็นภาพชินตาของรองหัวหน้าไปแล้ว เมื่อการตื่นนอนตอนเช้าก่อนคนอื่นเพื่อมาเดินดูให้เห็นว่าทุกคนหลับสบายดีจะทำให้เขาลดความกังวลใจลงได้บ้าง แต่หากเปลี่ยนจากพื้นดินหรือพื้นหญ้าเป็นเตียงนอนให้เด็กทุกคนในทุ่งนี้ได้นอนหนุนหมอนนุ่มหลับสบายใต้ผ้าห่มหนา ก็คงจะไม่มีอะไรดีกว่าการที่ทุกคนได้กลับออกไปพร้อมกับได้ความทรงจำกลับคืนมา
 
ยืนมองดูหน้าใหม่ที่ชื่อโทมัสยังนอนหลับไม่รู้สึกตัว นั่งยองลงข้างๆ อย่างเงียบเสียงระหว่างเฝ้าดูลมหายใจยาวอย่างสม่ำเสมอแสดงออกผ่านแผ่นอกที่เคลื่อนขึ้นลง ไม่กี่วันก่อนหน้าคนคนนี้จะรู้ตัวไหมว่าจะต้องมาเจอกับอะไรในไม่กี่วันให้หลัง ก่อนความทรงจำจะถูกลบหายไปเหมือนกับทุกคนที่นี่ เคยมีชีวิตตามปกติเป็นอย่างไร ถึงแม้เขาจะจำทุกอย่างของโลกภายนอกได้ไม่หมด แต่สิ่งที่เพิ่มแรงหน่วงข้างในความรู้สึกเขาคือ มีเด็กชายผู้โชคร้ายต้องมาเผชิญชะตากรรมเดียวกันกับพวกเขาทุกคนที่นี่เพิ่มอีกหนึ่งคน และจะเป็นแบบนี้ไปอีกทุกเดือน หากพวกเขายังหาทางออกจากที่นี่ไม่ได้
 
แสงแดดเริ่มส่องผ่านต้นไม้ลงมาแยงตา เตือนเขาต้องรีบปลุกให้โทมัสตามเขาไปกินมื้อเช้า แล้วรีบไปรายงานกับวินสตันที่โรงเลือด ก่อนคอกหมูจะสกปรกเกินไปจนทำให้ผู้ดูแลโรงเลือดอารมณ์เสียแล้วจะมอบงานเชือดให้เป็นการต้อนรับตั้งแต่วัดแรก
 
เมื่อหน้าใหม่กำลังจะผลิกตัวหนีแสงแดดพร้อมเสียงงัวเงีย ก็รีบยื่นมือออกไป กางนิ้วออกแล้วใช้นิ้วโป้งกับนิ้วทั้งสี่ออกแรงบีบข้างแก้มของคนหลับอยู่อย่างรวดเร็วด้วยมือข้างเดียว แล้วรีบดึงมือออกก่อนที่คนรู้สึกตัวตื่นเพราะถูกปลุกจะยกมือขึ้นคว้าข้อมือเขาได้ทัน
 
“อรุณสวัสดิ์ ทอมมี่”
 
 
เจ้าของชื่อเรียกที่เขาตั้งให้เองหรี่ตาแล้วกระพริบเร็วๆ หลังจากกระเด้งตัวขึ้นจากผ้าที่ปูไว้บนพื้นอย่างรวดเร็ว
 
 
“หลับสบายดีหรือเปล่า”
 
 
คนเพิ่งตื่นนอนถอนหายใจแล้วยกมือขึ้นลูบหน้าอีกครั้งเหมือนทำให้แน่ใจว่าตัวเองตื่น
 
“ฉันคิดว่าอยากจะตื่นอยากฝันร้ายนี่เสียที”
 
 
“ฉันปลุกนายตื่นแล้วนะ แต่ขอโทษทีพวกที่นายยังฝันร้ายต่อ แล้วอาจจะฝันร้ายกว่านี้ถ้าไปไม่ทันมื้อเช้าของฟรายแพน”
 
 
หน้าใหม่นิ่งไปเหมือนทบทวนสถานที่ซึ่งเป็นความจริงตรงหน้า ไม่ว่าสิ่งที่อยากตื่นมาเจออีกครั้งจะเป็นอะไร ในทุ่งนี้คงกลายเป็นแค่เพียงฝันดีที่เมื่อตื่นจากฝันก็หายไป
 
“ปลุกชัคด้วยล่ะ เจ้านั่นไม่เคยยอมพลาดอาหารของฟรายแพนเลยสักมื้อ”
 
ลุกขึ้นยืนหลบไปพิงลำต้นไม้ใหญ่ข้างๆ กอดอกยืนดูเด็กชายอวบอ้วนตัวเล็กสะดุ้งพรวดขึ้นจากพื้นอย่างรวดเร็วทันทีที่แรงสะกิดของโทมัสเกิดขึ้นตรงไหล่ แล้วเด็กชายชัคก็รีบวิ่งตรงไปทางโรงครัวทันทีก่อนจะหันหลังมาบอกให้เขากับโทมัสรีบตามไป
 
 
“วันนี้ฉันต้องทำอะไร”
 
โทมัสลุกขึ้นจากที่นอนหันมามองหน้าเขา แววตาดูเหมือนเตรียมใจพร้อมกับสิ่งที่จะได้ฟังแม้ว่านั่นจะไม่ใช่สิ่งที่ยินดีทำก็ตาม
 
 
“ไปกินข้าวเช้ากับฉัน จากนั้นฉันจะพาไปหาวินสตัน นายจะได้ผลาญพลังงานจากมื้อเช้าของนายได้ภายในไม่กี่นาที”
 
 
“ฉันต้องทำแบบนี้ไปอีกนานแค่ไหน”
 
 
เหมือนเป็นคำถามแฝงความหมายว่าพวกเขาต้องอยู่ที่นี่ต่อไปอีกนานเท่าไหร่ ก่อนหน้าโทมัสจะมาเขาก็ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่นับตั้งแต่รู้สึกตัวอยู่ข้างในกล่องมามากว่าสองปี เริ่มต้นจากศูนย์ ค่อยๆ นับหนึ่งจนทุกอย่างกลายเป็นหน้าที่ เป็นกฎระเบียบ แต่สิ่งที่ยังว่างเปล่าเหมือนกับความทรงจำก่อนหน้านี้คือคำตอบของคำถามที่ว่าพวกเขาต้องอยู่ที่นี่ต่อไปอีกนานแค่ไหน ไม่มีใครรู้คำตอบที่แท้จริง รู้เพียงแค่ว่าจนกว่าจะหาทางออกเจอ
 
 
“จนกว่าจะได้เจอกับผู้ดูแลครบทุกคนทอมมี่ แล้วผู้ดูแลจะเลือกงานที่เหมาะกับนาย”
 
ตอบคำถามที่มีคำตอบให้กับโทมัส เก็บคำถามที่ไม่มีคำตอบเอาไว้รวมกับความเศร้า ความสงสาร ความกังวล รวมถึงความรู้สึกอื่นที่เก็บเอาไว้ข้างใน แสดงออกมาได้เพียงแต่ความเข้มแข็งของคนที่เป็นศูนย์รวมของทุกคนในทุ่ง
 
 
“ฉันจะได้เจอกับผู้ดูแลนักวิ่งไหม”
 
 
“ไม่มีหน้าใหม่คนไหนได้เป็นนักวิ่งตั้งแต่วันสองวันแรกหรอกทอมมี่ แม้ว่านายจะอยากวิ่งมากแค่ไหนก็ตาม”
 
ยันตัวจากลำต้นไม้ ออกเดินนำหน้าโดยไม่หันกลับไปดูสีหน้าของคนฟังคำตอบจากเขา ชีวิตในทุ่งเริ่มจะตื่นขึ้นอย่างสมบูรณ์เมื่อชาวทุ่งเริ่มเดินไปมาขวักไขว่ทำหน้าที่ต่างๆ ของตัวเองตั้งแต่งานในสวนไปจนถึงงานเก็บกวาดต่างๆ ขณะที่เขาเดินนำโทมัสผ่านลานกว้างตามชัคไปทางโรงครัว
 
จนกระทั่งเดินผ่านมาถึงประตูทางทิศตะวันตก เสียงเอะอะของชาวทุ่งก็เงียบลงราวกับมีลมพัดผ่านมาทำให้ทุกสิ่งหยุดนิ่ง รวมถึงเสียงฝีเท้าย่ำผ่านหญ้าที่เคยอยู่ด้านหลัง ยังไม่ทันจะได้หันกลับมาหาคนที่อยู่ๆ น่าจะหยุดเดินทั้งที่เขายังเร่งก้าวต่อ แขนซ้ายก็ถูกดึงจากทางด้านหลังอย่างรวดเร็วจนแรงตึงของแขนทำให้เขาต้องหยุดเดินแล้วหันกลับไป มือของโทมัสจึงได้ปล่อยจากข้อมือเขา
 
 
“นิวท์ ตั้งแต่มาถึงที่นี่ นอกจากชื่อตัวเอง มีสิ่งหนึ่งที่ฉันรู้อยู่ตลอด”
 
 
ลมที่มองไม่เห็นยังพัดเอาเสียงของกิจกรรมทุกอย่างในทุ่งหายไป แม้แต่เสียงจอบขุดดินจากทางแปลงผักของซาร์ท หรือเสียงร้องของแหล่งเนื้อทางโรงเชือดก็เหมือนกับจงใจเงียบเสียงลงให้กับคำพูดในประโยคต่อไปของหน้าใหม่ที่เพิ่งมาถึงเมื่อไม่กี่วัน
 
 
“ฉันจะต้องเป็นนักวิ่ง”
 
 
 
 
 
 
มองตรงออกไปยังเส้นทางวงกตด้านนอกเหมือนวันที่บอกกับรองหัวหน้าถึงความต้องการอัดแน่นในใจเร่งเร้าให้สองขาตัดสินใจก้าวออกวิ่งผ่านประตูที่กำลังจะปิด ทั้งที่มองเห็นผู้ดูแลนักวิ่งและอัลบีที่เหมือนบาดเจ็บไม่ได้สติกำลังต้องการความช่วยเหลืออยู่ห่างออกไปไม่ไกลเมื่อมองเห็นจากช่องของกำแพงที่ค่อยๆ แคบลง กฎบ้าบออะไรนั่นไม่สำคัญแล้ว เสียงตะโกนของนิวท์จากทางด้านหลังบอกว่าอย่าก็เหมือนเป็นแค่คำที่เขาไม่สนใจความหมาย กลับทำในสิ่งตรงกันข้ามคือพุ่งตัวออกไปหาวงกตตอนที่กำลังปิดตัวลงพอดี
 
หลังจากนอนในตรุหนึ่งคืนกับฟังคำเสนอของบรรดาผู้ดูแลเกี่ยวกับความผิดโทษฐานแหกกฎข้อแรกของทุ่ง คำเสนอของมินโฮก็ทำให้เขาทั้งประหลาดใจและทึ่งในเวลาเดียวกัน เมื่อเสียงดังรัวในอกบอกว่าหลังจากนี้เขาจะได้เป็นนักวิ่ง ออกไปสำรวจเส้นทางในวงกตแบบที่เขาโหยหาเหลือเกินตั้งแต่มาที่นี่ แสงไฟฉายของมินโฮมาปลุกตอนเช้า พาเข้าไปหยิบของใช้จำเป็นของนักวิ่งแบบที่เขาไม่คาดคิดว่าสิ่งของหลายอย่างสามารถขอผ่านกล่องได้ทุกเดือน แล้วรองเท้านักวิ่งก็เจ๋งเสียจนคิดว่าจะสามารถวิ่งอยู่ในวงกตได้ยันเช้าถ้าไม่มีโศกาออกมาเพ่นพ่านตอนกลางคืน
 
ผู้ดูแลใช้ปลายข้อศอกกระทุ้งเขาที่ข้างตัวเรียกความคิดที่เหม่อลอยเข้าไปในทางวงกตด้านนอกให้กลับมาอยู่ตรงหน้าประตู มินโฮยืดแขนขาอยู่ข้างๆ ถามเขาว่าพร้อมหรือไม่พร้อมอีกครั้งหลังจากให้เขายืนยันไปแล้วในห้องแผนที่ หันไปจ้องหน้าผู้นำ พยักหน้าอย่างหนักแน่นให้กับคนที่จะคอยเป็นทั้งผู้ดูแลและครูฝึกของเขาในวันนี้ ถึงแม้จะเคยออกไปอยู่ในกำแพงด้านนอกมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่การไปออกไปเหยียบสถานที่ที่เต็มไปด้วยความไม่ปลอดภัยอีกครั้งก็ทำให้เขาตื่นเต้นจนเหมือนกับอวัยวะข้างในอกกำลังจะหลุดออกมา
 
มินโฮเหยียดแขนแล้วออกวิ่งนำผ่านประตูเข้าไปในทางวงกตทันที หน้าที่ของโทมัสในวันนี้มีเพียงอย่างเดียวคือวิ่งตาม และเรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างที่ครูของเขาจะสอน ทันทีที่ก้าวขาออกมาพ้นพื้นที่ปลอดภัยข้างในทุ่ง แสงสว่างจากดวงอาทิตย์ทำให้มองเห็นชัดเจนกว่าความมืดตอนกลางคืนที่เขาเคยออกมา กำแพงแตก ไม้เลื้อย หรือว่าก้อนหินบนพื้นถูกมองเห็นชัดเจนผ่านสายตา ทุกสิ่งทุกอย่างในร่างกายก็บอกว่าเขามาที่นี่เพื่อทำสิ่งนี้
 
ผู้ดูแลยังคงวิ่งนำเขาผ่านทางเดินยาวไปโดยไม่ลดความเร็ว แม้ว่าลมหายใจของเขาจะเริ่มกระชั้นถี่เพราะความเหนื่อยหรือความตื่นเต้นรวมกัน ทุกเส้นทางและทุกแยกที่ด้านหลังของมินโฮเลี้ยวผ่านไปยังต้องพยายามจดจำและวาดเส้นทางต่างๆ ขึ้นในหัวจากโครงสร้างเขาวงกตที่ได้เรียนรู้มาอย่างคร่าวๆ แต่มีสิ่งหนึ่งที่ทั้งชัดเจนและติดขัดอยู่ส่วนลึกข้างในสมองคือความคุ้นเคยอย่างแปลกประหลาดเกี่ยวกับเส้นทางวกวนที่เขากำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้
 
 
 
ในที่สุดหลังจากถูกฝึกให้โรยขนมปังด้วยการตัดไม้เลื้อยจากผนังโดยไม่ชะลอฝีเท้า เกรเทลก็ทำให้คล่องเกือบเท่าแฮนเซลเมื่อถึงครั้งที่สิบ และเลือดจากแผลที่โดนมีดบาดหยุดไหลแล้ว ผู้ชำนาญการตัดไม้เลื้อยโดยไม่หยุดวิ่ง หรือจดบันทึกในสมุดโดยไม่หยุดเดินก็บอกให้เขาหยุดพัก เหมือนเป็นเสียงสวรรค์ที่ฟังเพราะหู โทมัสนั่งลงเอนหลังพิงกำแพงทันทีโดยไม่ต้องรอ ความเหนื่อยล้าเข้าถาโถมทั้งที่เพิ่งวิ่งมาเพียงไม่กี่ชั่วโมง
 
แม้จะเป็นเพียงการหยุดพักสั้นๆ ให้ได้ดื่มน้ำดับกระหายและกินแอปเปิ้ลเพียงลูกเดียวแล้วต้องวิ่งไปต่อ แต่ก็เพียงพอให้เขาไม่หมดแรงก่อนที่จะได้ยินคำว่าหยุดพักอีกครั้งจากผู้ดูแล คราวนี้เป็นการพักยาวเพื่อกินอาหารกลางวัน โทมัสรู้สึกว่าเขารอเวลาที่จะได้เปิดกล่องข้าวในเป้หลังนี้นานเหลือเกิน
 
ไม่มีคำพูดระหว่างที่เขาปลาบปลื้มกับแซนด์วิชทุกคำ อาหารของฟรายแพนมื้อนี้วิเศษสุดตั้งแต่เขาได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชาวทุ่ง ทั้งขนมปัง เนื้อ และผัก กำลังค่อยๆ เติมเต็มพลังงานที่สูญหายไปอย่างรวดเร็วหลังจากวิ่งอยู่ในทางวงกตนี้จนเสื้อผ้าทุกชิ้นเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ
 
มินโฮกินอาหารหมดก่อนเขานานแล้ว ผู้ดูแลดื่มน้ำอึกใหญ่ก่อนจะเงยหน้ามองรอยแตกของกำแพงเงียบๆ โดยไม่พูดอะไร และโทมัสก็อยากจะหยุดพักต่ออีกสักนาทีหากเป็นไปได้ แม้ว่าจะกินอาหารหมดแล้วเหมือนกันแต่ก็เลือกเงียบแทนที่จะเริ่มบทสนทนาเป็นคำถามที่เขาอยากรู้เหมือนตอนเอาแต่สังเกตและตั้งคำถามมาตลอดเส้นทาง
 
 
“ว่าไงไอ้หน้าใหม่พร้อมจะไปต่อหรือยัง”
 
เสียงเรียกของมินโฮทำให้เขาสะดุ้งจนต้องรีบหันกลับมา
 
“อะไรกัน วันแรกก็หมดแรงแล้วเรอะ”
 
 
“ยังไมหมด!”
 
โทมัสขึ้นเสียงกลบเกลื่อนความอายที่ร้อนวาบขึ้นมาถึงหน้า ถึงแม้จะรู้ว่าผู้ดูแลนักวิ่งคนนี้แหย่เล่น แต่ก็เป็นความจริงที่ความเหน็ดเหนื่อยกำลังทำให้เขาอยากกลับเข้าไปอยู่ในทุ่งแล้วล้มตัวลงนอนเหลือเกิน
 
 
“แต่หน้านายตอนนี้ดูเหมือนลูกหมาหมดแรงเลยว่ะ”
 
แล้วมินโฮก็หัวเราะเสียงดังจนจนเขาอยากทะลุกำแพงวงกตไปด้วยความอาย ความภาคภูมิใจของนักวิ่งก่อนหน้านี้ไม่กี่ชั่วโมงหายวับไปพร้อมกับเสียงหัวเราะของผู้มีประสบการณ์มากกว่า
 
“เอาล่ะไอ้อ่อน สิ่งที่นายต้องเรียนรู้วันนี้คือทำตามฉันเพราะงั้นตอนนี้หันหน้ามา”
 
 
คนที่เพิ่งหยุดหัวเราะเยาะเขาเปลี่ยนเรื่องทันทีอย่างรวดเร็ว ถึงจะสงสัยแต่โทมัสก็ทำตามอย่างว่าง่าย ขยับตัวเปลี่ยนท่านั่งเล็กน้อยเพื่อให้หันหน้าไปหาตามที่ผู้ดูแลบอก
 
 
“ยกมือขึ้น ข้างเดียวกับฉัน ไม่ใช่หมายถึงข้างเดียวกันแบบส่องกระจก”
 
มินโฮท้วงนิดหน่อยเมื่อเขายกมือขวาขึ้นตาม แต่ดันกลายเป็นด้านตรงข้ามเมื่อเจ้าตัวอยากให้เขาทำเลียนแบบเหมือนส่องกระจก
 
มือขวาข้างที่ใส่นาฬิกาของนักวิ่งยกขึ้นแตะแถวแก้มใกล้กับริมฝีปาก เคาะเบาๆ สองสามทีเหมือนชี้ให้ดู แล้วขาก็ทำตามไปพร้อมกับเคาะที่แก้มตัวเองด้วยมือซ้าย
 
“ใช่อย่างนั้นล่ะ ทีนี้ก็หยิบเศษขนมปังออกด้วยไอ้อ่อน นายนี่กินเลอะเหมือนลูกหมาจริงๆ ด้วยว่ะ”
 
แล้วเสียงหัวเราะของนักวิ่งก็ระเบิดดังลั่นอีกครั้งตอนที่เศษขนมปังติดมือเขาออกมา
 
 
ทั้งอายและเสียหน้าจนต้องรีบหันกลับไปแล้วขยับตัวออกห่างคนข้างๆ จนแทบจะลุกขึ้นแล้ววิ่งต่อเดี๋ยวนี้ แต่ดูเหมือนผู้นำเขาในวันนี้จะยังอยากนั่งพักต่อ ถ้าไม่อยากถูกแหย่แกล้งอีกเขาต้องรีบเปิดหัวข้อสนทนาขึ้นพูดตอนนี้เลย
 
“วันนี้มีอะไรเปลี่ยนไปหรือเปล่า”
 
 
“มีไอ้อ่อนหน้าใหม่ออกมาวิ่งด้วยเพิ่มอีกหนึ่งคน”
 
 
โทมัสลุกขึ้นยืนทันทีจนมินโฮต้องรีบเอื้อมมาดึงแขนให้เขานั่งลงที่เดิม แล้วเขยิบเข้ามานั่งใกล้ทั้งที่เขาขยับออกห่างแล้วก่อนหน้านี้
 
“ก็มีแค่กำแพงขยับตามปกติเหมือนทุกวัน”
 
ในที่สุดผู้ดูแลนักวิ่งก็กลับมาจริงจัง
 
 
“ไม่มีอะไรแปลกใหม่เลยเหรอ”
 
โทมัสยังคงถามต่อด้วยความหวัง อย่างน้อยการออกมาสำรวจเส้นทางด้านนอกของนักวิ่งตลอดเวลาสองปีต้องมีเหตุผลให้พวกเขายังคงออกมา แม้ว่าเจ้าตัวจะบอกว่ามีแต่กำแพงเปลี่ยนไปในรูปแบบเดิมซ้ำๆ เวียนไปทุกวันก็ตาม
 
 
“แล้วนายอยากให้เราเจออะไรในวันนี้ล่ะ ประตูทางออกโผล่มาจากกำแพงที่เคยเป็นทางตันงั้นเหรอ”
 
 
โทมัสรู้สึกหนักอึ้งด้านในอก ถึงแม้ในห้องแผนที่มินโฮจะบอกกับเขาแล้วว่าต่อให้รู้ว่ากำแพงเคลื่อนที่ และรู้รูปแบบการเปลี่ยนแปลง แต่ก็ยังมองไม่เห็นทางเปิดที่จะนำไปสู่ทางออกตลอดระยะเวลาสองปีที่พวกเขายังคงวิ่งออกมาสำรวจ และจดบันทึกสิ่งที่เปลี่ยนแปลงอย่างไม่เคยหยุดพักสักวัน
 
 
ความเงียบเกิดขึ้นตามมาหลังจากมินโฮเลือกที่จะเงียบ ข้อมูลที่ได้รับทั้งจากในห้องแผนที่และออกมาเห็นความจริงด้วยตาของตัวเองทำให้โทมัสเริ่มคิดทบทวนถึงเหตุผลที่เร่งเร้าให้เขาอยากเป็นนักวิ่ง และความคุ้นเคยอย่างหาสาเหตุไม่ได้ในทุกก้าวที่เขาวิ่งผ่านเส้นทางวงกต
  แต่แล้วประโยคหนึ่งของมินโฮก็ทำให้เขาหยุดที่จะถามตัวเอง แล้วกระชับเป้หลังพร้อมกับลุกขึ้นยืนเตรียมจะออกวิ่งไปพร้อมกับผู้ดูแล สำรวจเส้นทางต่อไป แม้ว่าจะพบเพียงการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยที่เหมือนเดิมก็ตาม
 
 
“โทมัส พวกเราต้องได้ออกไปจากที่นี่”
 
 
 

– E N D –

 
 
 

x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x

 
สำเร็จแล้วค่ะ! ต่อแพสำเร็จแล้ว //น้ำตาไหลพรากกก TT A TT)
เราชอบทั้งมินโฮ นิวท์ แล้วก็โทมัสมาก ชอบจนเลือกคู่เมนหลักไม่ได้ แล้วก็ชอบที่ทั้งสามคนได้อยู่ด้วยกัน ไม่ว่าใครจะยู่ด้วยกันก็ตามก็รู้สึกว่าเป็นบรรยากาศอบอุ่นสนุกแบบเพื่อน ที่มีเรื่องน่ารักให้ต้องกรี้ดเขินได้ตลอดเวลา
 
เลยเลือกเรื่องราวในเล่มแรกมาเขียน เพราะชอบบรรยากาศของ TMR ที่ทั้งสามคนค่อยๆ สร้างความสัมพันธ์ด้วยกันไปเรื่อยๆ จนผูกพันธ์มากเลยค่ะ เป็นไปได้ก็อยากหยุดเวลาเอาไว้ที่ TMR ตลอด
 
เพราะชอบทั้งสามคน เลยต้องต่อทั้งสามแพ (แม้ว่าหลังๆ แพจะเริ่มเอียงไปทางมินนิวท์) รู้สึกเวลาทั้งสามคนได้อยู่ด้วยกันก็จะมีบรรยากาศที่แตกต่างกันออกไป อย่างมินโฮกับนิวท์ก็เป็นบรรยากาศของความผูกพันธ์ของสองคนที่รู้จักกันมานาน แหย่กันเล่นแบบที่มินโฮรู้ว่าต้องแหย่ยังไงให้นิวท์เหมือนจะโกรธแต่ก็ไม่ได้โกรธจริง หรือโทมัสกับนิวท์ก็เป็นบรรยากาศของความเป็นห่วงและความอ่อนโยนจากนิวท์ที่มีให้โทมัสในชื่อที่ตั้งให้ว่าทอมมี่เหมือนเอ็นดู และสุดท้ายมินโฮกับโทมัสชอบความเกรียนของเพื่อนที่หยอกเล่นกันมากเลย เหมือนมินโฮจะปลดปล่อยความเกรียนได้เต็มที่ตอนอยู่กับโทมัสนี่ล่ะค่ะ
 
เป็นฟิคที่ทอล์คยาวมาก ;;/////;;) เพราะอ่านแล้วสครีมมากๆ จนต้องระบายออกมาเป็นฟิค แล้วก็อยากจะเขียนอีกเขียนอีกเรื่อยๆ เท่าที่เวลาอำนวยให้เขียนออกมาได้ค่ะ
 

One comment

  1. แงงง อารมณ์เดียวกับเค้าเลยค่ะ ชอบทั้งสามคนมากๆจนเลือกเมนหลักไม่ได้ ฮือว์
    อ่านทอล์กแล้วแบบ…เค้าคิดเหมือนไรเตอร์เลยอ้ะ 555
    เป็นฟิคที่ทำให้ปริ่มมาก อ่านแล้วอิน เหมือนเป็นอะไรที่เกิดขึ้นในเรื่องจริง ๆ เลยค่ะ
    ขอบคุณที่แต่งฟิคดีๆ ให้คนอ่านได้เสพ(?)นะคะ > <
    <3

    Like

Thank you for your comment ♥

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s