[Ragnarok Fic] Atlast – Pain #3


Title: Atlast
Author: Yaoyuay
Fandom: Ragnarok Online
Rating: PG
Genre(s): Drama, Angst, Romance
 
 
 
 
เพียงสะบัดปีกผีเสื้อแค่ครั้งเดียวอั๊ศก็กลับมายืนอยู่ในห้องพักของเขาแล้ว เหยี่ยวฟาลคอนบินกลับไปยังกรงของมันทางหน้าต่าง เมื่อเห็นว่ามันได้กลับไปพักผ่อนเรียบร้อยแล้ว อั๊ศจึงปิดหน้าต่างลง รูดม่านไม่ให้แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าลอดเข้ามาแยงตาเวลานอนหลับได้ คราวนี้ก็ขอนอนพักผ่อนสักทีหล่ะ ความเมื่อยล้าที่ถาโถมเข้ามาหลังจากเสร็จศึกหนักทำให้แขนขาอ่อนล้าโหยหาเตียงนุ่มได้ผ่อนคลาย อั๊ศทิ้งตัวลงนอนบนเตียงกว้างโดยไม่ลังเล ปล่อยตัวตามสบาย สมองที่เมื่อครู่ยังว่างเปล่าก็หวนกลับไปคิดถึงเรื่องที่ทำให้เจ็บปวดอีกครั้ง
 
 
จะว่าเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานก็ได้ ตอนที่เขาได้พบกับเอนวี่ครั้งแรก แต่พอลองนึกดูดีๆ ก็ผ่านมาเกือบจะหนึ่งปีแล้ว ในความรู้สึกของเขานี่เป็นช่วงเวลาที่คนสองคนกำลังค่อยๆ เรียนรู้กันและกันไปเรื่อยๆ ไม่มีคำว่าเพียงพอแล้วสำหรับการที่เราจะหยุดเข้าใจหัวใจของคนอีกคนหนึ่งที่เรากำลังจะยอมรับให้คนๆ นั้นเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเรา แต่ถึงอย่างนั้นความจริงก็ทำให้เขาได้รู้ว่าเอนวี่ยังมีบางอย่างที่ไม่เคยบอกให้เขาได้รู้ หรือบางทีอาจจะมีมากกว่านั้น เวลากำลังจะทำให้เขาได้รับรู้ความจริง ไม่ช้าก็เร็วนี้ เพราะเขาเองก็รู้สึกได้ว่าเอนวี่ก็กำลังหลบหน้าเขาเหมือนกัน วอชคงจะบอกให้เธอรู้แล้ว แต่ถึงแม้ว่าความจริงจะเป็นอย่างไร สิ่งเดียวที่เขาพอจะทำได้ก็คือยอมรับและเข้าใจมัน ไม่ว่าจะดีหรือร้ายแต่นั่นก็คือสิ่งที่เขาต้องยอมรับให้ได้
 
 
ความอ่อนล้าของร่างกายและจิตใจนำพาให้อั๊ศค่อยๆ เดินทางเข้าสู่ห้วงนิทราในขณะที่ดวงอาทิตย์กำลังโผล่ขึ้นพ้นจากขอบฟ้าของวันใหม่
 
 
 
 
 
 
 
“นี่! อยากแข็งตายเหรอไง?”
 
เสียงหนึ่งดังขึ้นเหนือศีรษะ ปลุกอั๊ศให้ตื่นขึ้นจากนิทรา เมื่อลืมตาขึ้นก็พบใบหน้ากลับหัวของหญิงสาวคนหนึ่งกำลังก้มมองเขาอยู่ ในมือถือร่มคันใหญ่ที่พอจะกันทั้งเขาและเธอจากหิมะที่กำลังตกลงมาเรื่อยๆ โดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุดง่ายๆ อั๊ศลุกขึ้นยืนหันกลับไปมองหญิงสาวที่ยืนอยู่ด้านหลังของพนักพิงเก้าอี้ที่เขานอนหลับอยู่เมื่อครู่
 
 
“นอนหลับจนไม่รู้เลยเหรอว่าหิมะตกน่ะ” เธอพูดซ้ำอีกครั้งพยายามยกร่มให้สูงขึ้นพอที่จะไม่ให้หิมะตกลงมาโดนทั้งเธอและอีกคนที่ยืนอยู่ได้
 
 
“รู้”
 
อั๊ศตอบห้วนๆ รู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อยที่จู่ๆ ก็มีคนแปลกหน้ามาปลุกเขาด้วยท่าทีขึ้นเสียงเจ้าจี้เจ้าการ เพิ่งนอนหลับได้ไม่นานแท้ๆ แขนขาก็ยังไม่หายเมื่อยเลยด้วยซ้ำ
 
 
ขณะที่อั๊ศตัดสินใจหันหลังกลับรีบเดินเร็วๆ เพื่อจะไปเปิดห้องพักในโรงแรมแล้วนอนหลับให้สบาย ตื่นขึ้นมาอีกทีตอนเย็นของอีกวันหรืออีกสองวัน หญิงสาวคนนั้นก็รีบวิ่งตามเขามาจนในที่สุดก็มาอยู่ภายใต้ร่มคันเดียวกันอีกครั้ง
 
 
“ห่วงตัวเองบ้างสิ เดี๋ยวก็ได้นอนตายอยู่บนเก้าอี้หรอก”
 
เธอยังคงพูดจู้จี้กับเขาเหมือนเดิม และดูเหมือนว่าเธอไม่มีทีท่าว่าจะหยุดพูดและเลิกทำท่าทีเป็นเจ้าของชีวิตของเขาแบบนี้เสียด้วย
 
 
อั๊ศตัดสินใจที่จะเงียบขี้เกียจต่อปากต่อคำ เขาเลือกที่จะหันไปมองภาพของเมืองพรอนเทล่าที่คุ้นตาและทำเป็นไม่สนใจหญิงสาวที่พยายามก้าวเร็วๆ ให้ทันเขาอยู่ตอนนี้
 
 
 
 
นับว่าเป็นภาพที่หาได้ยากมากทีเดียวภาพของเมืองพรอนเทล่าตอนที่หิมะตกหนักจนทำให้เมืองทั้งเมืองกลายเป็นสีขาวโพลน ท้องฟ้าสีเทาอ่อนๆ เข้มกว่าหิมะเพียงนิดเดียว เมืองที่ปกติจะพลุกพล่านไปด้วยผู้คนที่ทำการค้าขายอยู่ย่านนี้ หรือแม้แต่เป็นทางผ่านในการเดินทางไปยังที่อื่น กลับว่างเปล่าจนเหมือนเมืองร้าง เมื่อหิมะที่ตกลงมาอย่างหนักนี้ทำให้ทุกคนต่างเก็บตัวอยู่ในที่พัก
 
 
อั๊ศเริ่มสัมผัสได้ถึงความเย็นเฉียบของอากาศรอบตัว ละอองหิมะปลิวมาโดนผิวกายแทบจะกรีดเนื้อให้เป็นแผลด้วยความเย็นของเกล็ดน้ำแข็งที่อุณหภูมิติดลบ ดูเหมือนว่าอากาศจะเริ่มเย็นลงเรื่อยๆ เขาควรจะรีบเดินไปเปิดห้องพักที่โรงแรม ดื่มอะไรอุ่นๆ แล้วก็นอนซุกตัวอยู่กับผ้าห่มบนเตียง ไม่ใช่มาเดินตาหิมะกับคนที่ไม่เคยเห็นหน้ากันมาก่อนแบบนี้
 
 
“ตอนที่หิมะตกแล้วอากาศหนาวๆ แบบนี้ ใครที่ไหนเขายังนอนหลับอยู่บนเก้าอี้อีกหล่ะ มีแต่จะต้องรีบหาที่อุ่นๆ อยู่กันทั้งนั้น ไม่นั่งผิงไฟที่เตาผิงก็ใส่เสื้อผ้าหนาๆ แล้วซุกตัวอยู่ในผ้าห่ม มีแต่นายเท่านั้นแหละที่ยังใส่เสื้อผ้าธรรมดาแล้วยังไปนอนตากหิมะอยู่อีก”
 
คำพูดที่ยาวติดใจจนคนพูดแทบจะไม่ได้หายใจ หญิงสาวที่เดินอยู่ข้างอั๊ศจบประโยคด้วยการหันมาถลึงตาใส่เขาอย่างที่เขาเหมือนคนผิดที่ต้องได้รับการสั่งสอนจากเธอ
 
 
“เรื่องของชั้น!!”
 
อั๊ศยื่นหน้าเข้าไปจนหน้าผากชิดกับเธอ จงใจพูดทีละคำย้ำอย่างชัดเจน เขาเริ่มจะหมดความอดทน โดนปลุกทั้งที่เพิ่งนอนหลับไปได้ไม่นานก็ทำให้หงุดหงิดพออยู่แล้ว ยิ่งโดนใครที่ไหนก็ไม่รู้มาตวาดใส่แว้ดๆ แบบนี้ยิ่งทำให้เขาอยากจะไล่เธอไปให้พ้นๆ โดยเร็ว
 
 
“ต้องให้คนอื่นเขามาคอยห่วงรึไง!!?”
 
เธอผงะถอยออกไปเล็กน้อย มือที่ถือร่มไว้อยู่ดูอ่อนแรงลงอย่างชัดเจน อั๊ศสังเกตเห็นใบหน้าของเธอขึ้นสีแดงระเรื่อ จะเป็นเพราะอารมณ์โกรธเกิดขึ้นจากการที่โดนเขาตะคอกใส่หรือจะอะไรก็ช่าง
 
 
“ใครก็ได้ที่ ไม่ใช่เธอ!!”
 
อั๊ศพูดเสียงดัง เน้นย้ำที่ท้ายประโยคอย่างตั้งใจ เขายืนมองหญิงสาวตรงหน้าที่จ้องเขากลับด้วยแววตาที่แปลกไป แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ใช่เรื่องที่เขาควรจะใส่ใจ ขอให้การพบกันครั้งนี้เป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายก็แล้วกัน อั๊ศเดินออกจากเงาร่มในมือของเธอ แล้วรีบออกวิ่งไปทางโรงแรมอย่างรวดเร็ว ไม่สนใจแม้แต่จะหันกลับมามองเสียงเรียกที่ตะโกนไล่หลังเขา
 
 
 
 
 
 
อั๊ศสะดุ้งตื่น
 
ภาพของเพดานห้องที่มืดสนิทปรากฎให้เห็นเป็นสิ่งแรก กลิ่นชื้นของอากาศตอนกลางคืนโชยมาแตะจมูกบ่งบอกให้รู้ว่าตอนนี้เป็นเวลากลางคืนแล้ว เขายันตัวลุกขึ้นนั่งบนที่นอนมองดูรอบห้องที่มืดสนิทพลางถอนหายใจออกมา ดันฝันถึงอะไรไม่เข้าท่า! นี่เขาคิดมากเสียจนฝันถึงครั้งแรกที่ได้เจอกับเอนวี่เลยเชียวเหรอ จะว่าไปก็ผ่านมานานแล้วเหมือนกัน เสียงเล็กๆ ที่คอยตามเจ้าจี้เจ้าการชีวิตของเขา ทำไมเขาถึงได้รู้สึกตัวช้านักนะว่าเสียงนั้นเป็นห่วงเขามากตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกันเลยด้วยซ้ำ กว่าเขาจะรู้สึกตัวก็ตอนที่เผลอพูดสิ่งที่หัวใจรู้สึกและรับรู้ได้ว่า ‘ชอบคนๆ นี้’ ไปเสียแล้ว
 
 
“เอนวี่ เธอกำลังปิดบังอะไรชั้นอยู่”
 
 
ทั้งที่อยากจะเดินไปหาและถามออกไปตรงๆ แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่กล้า ไม่กล้าพอที่จะวิ่งเข้าไปหาความจริงด้วยตัวเอง อั๊ศเดินไปเปิดผ้าม่านหวังจะให้แสงสว่างจากด้านนอกส่องเข้ามา แต่ถึงอย่างนั้นภาพเมืองนอกหน้าต่างกลับมืดสนิท มืดเสียจนทุกอย่างแทบจะกลายเป็นสีดำ คืนนี้แม้แต่ท้องฟ้าก็ยังไม่มีพระจันทร์ หรือแม้แต่กระทั่งดาวดวงเล็กๆ ก็ตาม เหมือนกับตัวเขาที่ตอนนี้ไม่รู้อะไรเลยสักอย่าง ทั้งที่เคยเชื่อมาตลอดว่าตัวเขาเป็นคนที่รู้จักและเข้าใจเอนวี่มากกว่าใคร เป็นคนที่พร้อมจะมอบความจริงใจทั้งหมดให้ และ เป็นคนที่เอนวี่ รักมากที่สุด
 
 
อั๊ศหัวเราะเยาะความโง่เง่าของตัวเอง ทั้งหมดนั่นเป็นเพียงสิ่งที่เขาคิดไปเอง ตราบใดที่เอนวี่ยังมีเรื่องที่ไม่ได้บอกเขา เรื่องที่เธอมีใครอีกคนนอกจากเขา ความเย็นเฉียบของกระจกบานใหญ่ซึมลึกผ่านแผ่นหลังที่เอนพิงลงไปถึงหัวใจ อั๊ศหลับตารับความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น ปล่อยให้น้ำตาค่อยๆ ไหลผ่านสองข้างแก้มลงมาช้าๆ เสียใจจนไม่อาจจะห้ามเสียงสะอื้นเอาไว้ได้
 
 
 
 
ประตูห้องนอนถูกเปิดออกพร้อมเสียงที่คุ้นเคยเอื้อยเอ่ยอย่างประหม่า
 
“อั๊ศ ชั้นเข้าไปได้มั้ย?”
 
ถึงแม้ว่าประโยคที่ถูกเอ่ยจากผู้มาเยือนจะเหมือนเดิม แต่กลับไม่มีคำตอบจากผู้เป็นเจ้าของห้อง อั๊ศยังคงยืนอยู่ที่ริมหน้าต่าง ไม่ได้เดินเข้าไปหาเธอเหมือนอย่างทุกครั้ง เอนวี่เดินผ่านประตูเข้ามาโดยไม่คิดจะเปิดไฟให้ห้องสว่างขึ้น เธอเดินเข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงกลางห้อง มองมาทางอั๊ศที่ยังคงยืนชิดริมหน้าต่าง เงียบไปนานจนคล้ายกับว่าห้องทั้งห้องว่างเปล่า จนในที่สุดเอนวี่ก็เป็นฝ่ายเริ่ม
 
“เธอ… เห็นรูปถ่ายใบนั้นแล้วใช่ไหม?”
 
 
ไม่จำเป็นต้องอ้อมค้อม ไม่จำเป็นต้องชวนคุยเรื่องอื่นให้รู้สึกหนักใจ ในที่สุดสิ่งที่เขาเฝ้ารอคำตอบ ความจริงที่เขาต้องการจะรับรู้ ในที่สุดก็มาอยู่ตรงหน้าเขาแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่อาจที่จะเผชิญหน้ากับมันโดยตรง พอเอนวี่มาอยู่ตรงหน้าเขาตรงนี้ ใจอกก็รู้สึกเจ็บแปล้บจนน้ำตาเริ่มจะเอ่อล้นออกมาอีกครั้ง
 
 
“คือ…เขา…”
 
เอนวี่เว้นช่วงคำพูด ฟังจากน้ำเสียงแล้ว อั๊ศก็พอจะรู้ได้ว่าเธอเองก็ลำบากใจไม่น้อยเหมือนกันที่จะต้องบอกความจริงกับเขา
 
 
“เขาเป็คนสำคัญของเธอใช่ไหม”
 
ในที่สุดก็ถามออกไป สิ่งที่วนเวียนอยู่ในความคิดของเขาตลอดมา อั๊ศกำผ้าม่านข้างตัวแน่นคล้ายกับยึดเป็นที่พึ่ง กัดริมฝีปากล่างแน่นจนเป็นรอย รู้สึกได้ว่าดวงตาร้อนผ่าวและพร่ามัว
 
 
“…..ใช่”
 
เงียบอยู่นานกว่าเอนวี่จะตอบรับ แม้จะเป็นเพียงคำพูดสั้นๆ เพียงคำเดียว แต่นั่นก็ทำให้หัวใจของอั๊ศหล่นวูบ เขาแทบจะยืนต่อไปไม่ไหวเมื่อเอนวี่ย้ำความให้ชัดเจนกว่าเดิม
 
“เขาเป็นคนสำคัญของชั้น… สำคัญสำหรับชั้นมาก”
 
 
อั๊ศก้มหน้าลงต่ำ น้ำตาหยดลงบนแขนที่เริ่มสั่น เสียงของเอนวี่ฟังดูอ่อนโยนมาก อ่อนโยนแบบที่เขาไม่เคยได้ยินมาก่อน คล้ายกับว่าเธอกำลังคิดถึงใครบางคน แน่นอนว่าคือคนในรูปถ่ายใบนั้น
 
 
“แต่ไม่ว่าชั้นจะคิดถึงเขามากแค่ไหน ก็ไม่สามารถพบเขาได้อีกแล้วหล่ะ”
 
น้ำเสียงที่แฝงความเศร้าของเอนวี่เอาไว้ทำให้อั๊ศแทบอยากจะให้ตัวเองหายไปเสียตรงนี้ เพราะว่าตัวเขาที่ผูกมัดเธอเอาไว้ทั้งที่ตลอดเวลาที่ผ่านมาเอนวี่เฝ้าแต่คิดถึงคนในรูปถ่ายคนนั้น ถ้ารู้อย่างนี้แล้ว เขาจะรั้งเธอเอาไว้อีกทำไมกัน
 
 
“พอเถอะ…..เราเข้าใจแล้ว”
 
ถ้าหากว่าเอนวี่ยังคงพูดต่อไปเขาคงไม่สามารถห้ามเสียงสะอื้นเอาไว้ได้ น้ำตาไหลพรั่งพรูออกมาจากดวงตาที่ปิดแน่น มือข้างหนึ่งต้องยกขึ้นมาปิดปากเอาไว้แน่นไม่ให้เสียงใดๆ เล็ดลอดออกมาได้ขณะที่เขากำลังร้องไห้อย่างหนัก ถึงแม้ว่าความมืดรอบกายเขาในตอนนี้จะช่วยบดบังไม่ให้เอนวี่มองเห็นเขาได้ชัด แต่ถึงอย่างนั้นอั๊ศก็ยังพยายามแทรกตัวเข้าไปหลังผ้าม่าน พยายามจะให้ผ้าม่านช่วยบดบังความอ่อนแอของเขา
 
 
“ยัง…เธอยังไม่เข้าใจอั๊ศ”
 
น้ำเสียงของเอนวี่สั่นเครือ เธอเริ่มขยับเดินเข้ามาใกล้อั๊ศเรื่อยๆ เมื่อเห็นดังนั้นอั๊ศจึงรีบตะโกนห้าม
 
 
“ไม่ต้องมาใกล้!!!”
 
ถึงแม้เสียงตะหวาดที่ปนกับน้ำตานั้นจะทำให้เอนวี่ชะงักไปได้ครู่หนึ่ง ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังเดินเขาไปหาอั๊ศอย่างที่ไม่สนใจท่าทีของอั๊ศที่พยายามถอยหลังหนีเธออย่างที่สุด แม้ว่าหลังของเขาจะเบียดชิดกับกระจกที่เย็นเฉียบแล้วก็ตาม จนเมื่อเอนวี่เดินเข้ามาจนประชิดตัวอั๊ศ เธอจึงได้รู้ว่าอั๊ศกำลังร้องไห้
 
 
“เดี๋ยวสิอั๊ศ”
 
เอนวี่พยายามเรียกให้อั๊ศฟังเธอ “ฟังชั้นก่อน!!”
 
 
เอนวี่รูดผ้าม่านออกทั้งที่อั๊ศพยายามจะรั้งเอาไว้เพื่อซ่อนความน่าสมเพชของตัวเอง เอนวี่จึงตัดสินใจคว้าข้อมือเขาเอาไว้กับผ้าม่าน มืออีกข้างประคองใบหน้าของอั๊ศให้หันมามองหน้าเธอตรงๆ แต่ถึงอย่างนั้นอั๊ศก็ไม้กล้ามองหน้าเธอ ไม่กล้าสบตาเธอด้วยดวงตาที่เปื้อนไปด้วยน้ำตาของเขา เพียงแค่นี้เขาก็เสียใจมากเกินพอแล้ว
 
 
“เขา ก็คือชั้น”
 
เกิดความเงียบที่ชวนให้ขนลุกก่อนที่เอนวี่จะทรุดนั่งลงไปกับพื้นทั้งที่ยังคงจับข้อมืออั๊ศไว้แบบนั้น และเริ่มร้องไห้สะอื้นอย่างแรง
 
 
 
 

– T B C –

 
 
 

x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x

 
 
จบพาร์ทของอั๊สแต่ตอนนี้ค่ะ
เดี๋ยวตอนนี้จะเป็นพาร์ทของเอนวี่แล้ว คำพูดที่เอนวี่พูดทิ้งท้ายเอาไว้ จะค่อยๆ กระจ่างขึ้นค่ะ

Thank you for your comment ♥

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s