[Ragnarok Fic] Atlast – Pain #1


Title: Atlast
Author: Yaoyuay
Fandom: Ragnarok Online
Rating: PG
Genre(s): Drama, Angst, Romance
 
 
 
 
หิมะแรกของฤดูหนาวร่วงหล่นจากท้องฟ้าสีดำลงบนถนนซึ่งปูด้วยพื้นอิฐสีขาวที่ทอดยาวออกไปอย่างไร้จุดหมาย อุณหภูมิเย็นลงมากจนต้องกระชับผ้าพันคอผืนยาวให้แน่นขึ้น และซุกมือทั้งสองข้างที่ไม่ได้สวมถุงมือลงในกระเป๋าเสื้อโค้ชตัวยาวขณะที่ปล่อยให้สองขาพาตัวเองเดินไปเรื่อยๆ จนมาหยุดอยู่บนถนนสายหนึ่ง อั๊ศมองดูสถานที่ต่างๆ บนถนนสายนี้ ขณะที่หิมะก็เริ่มตกหนักขึ้นเรื่อยๆ ภาพที่อยู่เบื้อหน้าของเขาตอนนี้คือเมืองสีดำที่ไร้ผู้คนถูกแต่งแต้มด้วยสีขาวของหิมะเหมือนกับ วันนั้น
 
 
“บ้าเอ้ย!!”
 
 
สถบกล่นด่าตัวเอง เมื่อจู่ๆ ภาพในอดีตก็หวนกลับมาในความคิดอีกครั้ง มือทั้งสองข้างกำแน่นอยู่ในกระเป๋าเสื้อโค้ชราวกับอยากจะชกตัวเองให้หลุดออกมาจากภาพฝัน รู้สึกเจ็บปวดอย่างรุนแรงที่หน้าอกข้างซ้าย ไม่อาจยืนอยู่บนถนนสายนี้ได้อีกต่อไป สองขาทรุดฮวบ อั๊ศทิ้งตัวลงข้างม้านั่งตัวยาว เอนศีรษะพิงกับเก้าอี้ เงยหน้าขึ้นกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหลออกมาก่อนจะฟุบหน้าลงกับหัวเข่า สองแขนกุมศีรษะเอาไว้
 
 
“พอซะที…เลิกนึกถึงมันซะที!!”
 
 
อั๊ศร้องบอกตัวเองเสียงดังจนเสียงตะโกนก้องให้ได้ยิน แต่ถึงแม้ว่าจะพร่ำบอกตัวเองสักกี่ครั้งก็ไม่สามารถเลิกนึกถึงช่วงเวลาเมื่อสีปีก่อน ได้แต่ต้องยอมปล่อยให้ความเจ็บปวด ดึงตัวเองเข้าสู่ห้วงอดีต
 
 
อีกครั้ง . . .
 
 
 
 
 
ชั้นหนังสือไม้ที่ตั้งอยู่ข้างเตียงสูงเลยหัวขึ้นไปอีก ถ้าจะหยิบหนังสือในชั้นบนสุดก็ต้องเขย่งจนสุดปลายเอื้อมเลยทีเดียว แต่ถึงอย่างนั้นแม่คนงามเจ้าของห้องนี้ก็ยังชอบเก็บหนังสือเล่มที่ต้องใช้ประจำเอาไว้ที่ชั้นบนสุดอยู่เรื่อย ชอบสร้างความลำบากให้ตัวเองอยู่เรื่อยเลยสิน่า อั๊ศพ่นลมหายใจออกมาอย่างอารมณ์เสีย ในเมื่อขนาดเขาทีตัวสูงกว่าเอนวี่เกือบยี่สิบเซนฯ ยังต้องเขย่งปลายเท้าเอื้อมแขนจนสุดขนาดนี้ แล้วนับประสาอะไรกับคนตัวเล็กนิดเดียวคนนั้น ไม่ต้องปีนชั้นหนังสือกันเลยเหรอ
 
 
อั๊ศเขย่งปลายเท้าจนสุด แขนอีกข้างเกาะตู้เอาไว้เป็นที่พึ่งจนแทบจะโน้มให้ตู้เตี้ยต่ำลงมาได้ แขนอีกข้างเอื้อมจนสุดแขน ปลายนิ้วเขี่ยสันหนังสือเล่มหนาที่จวนเจียนจะคว้าได้
 
 
ได้แล้ว!!
 
 
ยังไม่ทันจะหยิบหนังสือเล่มนั้นได้ถนัดมือ หนังสือทั้งหมดที่วางอยู่บนชั้นสูงสุดก็พากันพร้อมใจร่วงลงมา หนังสือหนาๆ ที่เอนวี่ชอบสะสมเอาไว้หล่นลงมากระแทกหัวแล้วร่วงลงไปทับเท้าอย่างต่อเนื่อง ให้เกิดเสียงดังโครมครามจนเจ้าของห้องที่รออยู่ข้างล่างต้องตะโกนถามขึ้นมาอย่างเป็นห่วง ถึงอย่างนั้นก็ตะโกนตอบไปว่าไม่มีอะไร แต่แท้ที่จริงแล้วทั้งเจ็บทั้งโมโหกับความงี่เง่าซุ่มซ่ามของตัวเอง
 
 
อั๊ศสบถด่าหนังสือเหล่านั้นอย่างหัวเสีย จากเรื่องเล็กกลายเป็นงานใหญ่ให้ต้องมาเก็บหนังสือพวกนี้เข้าที่ แล้วระหว่างที่เขากำลังเก็บหนังสือที่ระเกะระกะอยู่เต็มพื้นขึ้นมา ก็มองไปเห็นเก้าอี้ไม้ตัวเล็กที่วางอยู่ไม่ไกลจากชั้นหนังสือ คาดว่าเอนวี่คงเอาไว้ใช้ปีนขึ้นไปหยิบหนังสือบนชั้น ผิดทีเขามองไม่เห็นเก้าอี้นี่แต่แรก หรือผิดที่เอนวี่ดันทำอะไรผิดแปลกกว่าชาวบ้านชอบเอาหนังสือที่ต้องใช้ประจำไว้ชั้นบนสุดกันนะ?
 
 
แต่ถึงจะโทษใครไปก็ไม่ได้ทำให้เขาจัดการกับหนังสือหนาๆ หนักๆ เหล่านี้ได้ไวกว่าเดิม อั๊ศเดินไปหยิบเก้าอี้มาต่อปีนขึ้นทำให้เขาเก็บหนังสือขึ้นวางเรียงบนชั้นบนสุดได้ไวขึ้นกว่าเดิม แต่ก่อนที่หนังสือเล่มสุดท้ายจะถูกเก็บขึ้นไปวางบนชั้น อั๊ศมองเห็นรูปถ่ายใบหนึ่งหล่นอยู่บนพื้น
 
 
รูปของชายหนุ่มในชุดเครื่องแต่งกายของพรีส
 
 
อั๊ศก้มลงหยิบรูปถ่ายใบนั้นขึ้นมา ไม่รับรู้ถึงจังหวะการเต้นของหัวใจตัวเอง รู้สึกชาไปทั้งร่างขณะที่ลมหายใจเริ่มติดขัด สายตาจับจ้องอยู่แต่ใบหน้าของคนในภาพถ่าย รูปใบนี้คงจะร่วงลงมาพร้อมกับหนังสือพวกนั้น ที่เอนวี่แอบเก็บเอาไว้โดยที่ไม่ให้เรารู้
 
 
คนๆ นี้เป็นใคร?
 
 
 
 
คำถามมากมายวนเวียนอยู่ในความคิดของอั๊ศซ้ำไปซ้ำมาอย่างที่ไม่ได้รับคำตอบ จนทำให้การรวมปาร์ตี้ออกล่ามอนสเตอร์ในตอนบ่ายของวันนี้ กลายเป็นตัวอั๊ศเองที่ทำให้รูปแบบกลยุทธ์ต้องรวนไปหมด คาเฟลตะคอกว่าด่าใส่หูทุกครั้งที่เขาลืมวางกับดักสะกัดนาฬิกาปิศาจที่ไม่ได้รับเชิญ ซึ่งมักจะชอบโผล่มาทำให้หวาดเสียวอยู่บ่อยๆ หรือในหลายครั้งที่เขายืนเหม่อ และวอชมักจะหันมาทำตาเขียวใส่อยู่บ่อยๆ เมื่อเขาเผลอยิงธนูออกไปทำมนลายตร์น้ำแข็งที่วอชสร้างขึ้นมาแตก ถึงอย่างนั้นเอนวี่ก็ยังเฝ้าถามอยู่ซ้ำๆ ถึงท่าทีที่แปลกไปของเขา และคอยเฝ้าสวดภาวนารักษาบาดแผลที่เขาพลาดท่าให้กับการโจมตีของมอสเตอร์อย่างง่ายดายแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
 
 
แต่ยิ่งเอนวี่คอยเอาใจใส่ดูแลเขาเป็นอย่างดีมากเท่าไหร่ คำถามที่อัดอั้นอยู่ในใจก็ยิ่งมีแต่จะทิ่มแทงสร้างบาดแผลภายในมากยิ่งขึ้น เหมือนกับตัวเขาเองกลายเป็นไอ้โง่ที่ไม่รู้อะไรเลย ทั้งที่เคยคิดว่าตัวเขาเองเป็นคนที่รู้จักเอนวี่ดีกว่าใคร แต่ตอนนี้เอนวี่กลับมีความลับที่ไม่บอกเขา ไม่รู้ว่านานแค่ไหนแล้วที่เอนวี่เก็บรูปถ่ายใบนั้นเอาไว้ นานแค่ไหนแล้วที่เอนวี่ยังคงจดจำคนๆ นั้นและเก็บเอาไว้ภายในใจตลอดมา หัวใจของเอนวี่มีที่เอาไว้ให้คนนั้นๆ มานานแค่ไหนแล้ว
 
 
เสียงร้องคำรามของนาฬิกาปีศาจกังวาลก้องที่ด้านหลังก่อนที่มันจะจู่โจมใส่อั๊ศอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันได้ตั้งตัว เสียงคำรามที่ราวกับเสียงร้องปิศาจเสียดแทงทะลุผ่านเยื่อแก้วหู หน้ากาสีขาวที่ติดอยู่กับช่องสำหรับร้องบอกเวลายื่นออกมากัดขย้ำเข้าที่กลางหลังซ้ำๆ อย่างรวดเร็ว และหนักถี่ สองขาทรุดลงกับพื้นอย่างยืนไม่อยู่ บาดแผลที่หลังสาหัสมากกว่าที่จะส่งเสียงร้องบอกคนอื่นที่ลุดหน้าไปก่อนแล้วให้หันกลับมาช่วยได้ สติเริ่มเลือนลาง จนในที่สุด ความมืดก็เข้าปกคลุม สิ่งสุดท้ายที่สติอันลางเลือนพอจะรับรู่ได้คือ เอนวี่รีบวิ่งมาหาเขาด้วยใบหน้าที่ตื่นตระหนก น้ำเสียงที่แผดร้องนั้นสั่นเคลือคล้ายกับกำลังร้องไห้
 
 
 
 
เสียงพูดคุยอื้ออึงของผู้คนที่พากันเดินทางกลับเข้าพรอนเทล่าผ่านประตูเมืองด้านข้างให้ได้ยินเป็นระยะ ยามเฝ้าประตูส่งยิ้มทักทายให้กับผู้คนที่เริ่มทยอยเดินผ่านเข้าเมืองมาเรื่อยๆ พนักงานสาวคาฟร่าที่คอยให้บริการด้านต่างๆ ก็กำลังทำหน้าที่ของเธออย่างขะมักเขม้นโดยเฉพาะการรับฝากของ แต่ถึงอย่างนั้นอั๊ศกลับเดินสวนผู้คนออกไป ผ่านเสียงพูดคุยจ็อกแจ่กจอแจไปสู่ความเงียบสงบของป่าข้างเมือง
 
 
อั๊ศทิ้งตัวนั่งลงข้างสะพานข้ามลำธารเล็กๆ สายลมอ่อนปะทะใบหน้าเบาๆ ให้รู้สึกสบาย ขณะที่ดวงอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า นับว่าเป็นเวลาแห่งการพักผ่อนจากการเหนื่อยล้าอย่างแท้จริง แต่สำหรับอั๊ศแล้วเขากลับไม่รับรู้ถึงความเย็นของลมด้วยซ้ำ พอกลับจากคล็อคทาวเวอร์แล้ว เอนวี่กับวอชก็ช่วยกันรักษาอาการบาดเจ็บของเขาจนหาย และขณะที่คาเฟลกับเอมิไรช่วยกันทำอาหารเย็นเขาก็รีบปลีกตัวออกมาโดยพยายามไม่ให้ทุกคนรู้โดยเฉพาะเอนวี่ ยิ่งเขาครุ่นคิดถึงใบหน้าของชายหนุ่มในรูปถ่ายมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้เขามองหน้าเอนวี่ไม่ติด รู้สึกเจ็บปวดโหวงเหวงเกิดขึ้นทุกครั้งในอก
 
 
อั๊ศหยิบก้อนหินแถวนั้นขว้างลงไปในลำธาร น้ำกระเซ็นขึ้นมาเมื่อก้อนหินกระทบพื้นในลำธารตื้น กระต่ายน้อยลูนาติกตัวเล็กกระโดดหนีเข้าพุ่มไม้ด้วยความตกใจกลัว แต่ถึงอย่างนั้นอั๊ศก็ยังกระหน่ำขว้างก้อนหินลงไปซ้ำๆ ด้วยความแรงที่เพิ่มขึ้นจนน้ำในลำธารกระเด็นมาถึงตัว หวังจะให้การกระทำนี้ช่วยบรรเทาความรู้สึกที่อัดอั้นค้างคาอยู่ในจิตใจของเขา
 
 
ทั้งที่อยากจะรู้ แต่ก็กลัวคำตอบจากเอนวี่เหลือเกิน…
 
 
กำก้อนหินในมือแน่นจนขอบคมๆ ของก้อนหินทิ่มเข้าไปในเนื้ออ่อนของฝ่ามือ ราวกับว่าหวังจะบีบก้อนหินนี้ให้แตกไปพร้อมกับความรู้สึกเจ็บปวดในใจของเขา อั๊ศเงื้อแขนจนสุด กำลังจะขว้างก้อนหินลงพื้นลำธารอีกครั้ง แต่ก็ถูกใครบางคนคว้าแขนเอาไว้ได้ก่อนที่ก้อนหินจะขว้างพ้นมือออกไป
 
 
“เขาสั่งให้นายมาถมลำธารแถวนี้รึไง อั๊ศ?”
 
 
พอหันไปมองก็เห็นวอชยืนอยู่ด้านหลัง เลิกคิ้วสูงเป็นเชิงถามขณะที่ยังจับแขนเอาไว้อยู่
 
 
“นายมีเรื่องอะไรไม่สบายใจหรือไง”
 
 
“เปล่านี่”
 
 
อั๊ศตอบไปสั้นๆ มือข้างที่กำก้อนหินอยู่ถูกวอชคลายออกและหยิบก้อนหินออกไปถือเอาไว้เอง
 
 
“อย่าโกหกน่า ต่อให้เป็นคนที่ไม่รู้จักนายเขาก็ดูออก”
 
 
วอชเดินไปนั่งบนเสาสะพานไม้เตี้ยๆ ที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกล โยนก้อนหินที่เพิ่งเอามาจากอั๊ศเล่น “ตั้งแต่ที่คล็อกทาวเวอร์แล้ว นายมีเรื่องอะไร?”
 
 
วอชถามซ้ำอีกครั้ง หวังจะให้คนที่หนีเพื่อนฝูงออกมานั่งคนเดียวได้พูดระบายออกมาให้เขาฟัง แต่ถึงอย่างนั้นอีกฝ่ายก็ยังคงเงียบ แม้ว่าวอชจะรอให้เขาพูดก็ตาม
 
 
“เอาหล่ะ!”
 
 
วอชลุกขึ้นเหยียดแขนขึ้นสุด สูดอากาศสดชื่นริมลำธารเข้าเต็มปอด “ถ้านายยังไม่พร้อมจะบอกก็ไม่เป็นไร กลับกันเถอะเริ่มจะมืดแล้ว ป่านนี้เอมิไรกับคาเฟลทำอาหารเสร็จแล้วหล่ะ”
 
 
“เดี๋ยว!!”
 
 
อั๊ศร้องห้ามก่อนที่วอชจะเดินผ่านเขาไป “นาย… รู้จักกับเอนวี่มานานแล้วใช่มั้ย?”
 
 
“ก็ตั้งแต่สมัยที่เป็นโนวิชนั่นแหละนะ จะว่าไปนี่มันก็นานมากแล้วนะ”
 
 
วอชหัวเราะออกมาเบาๆ เมื่อนึกย้อนไปถึงอดีต
 
 
“ถ้างั้น นายพอจะรู้จักคนๆ นี้ไหม”
 
 
อั๊ศยื่นรูปถ่ายที่หล่นลงมาพร้อมกับหนังสือบนชั้นของเอนวี่ให้กับวอช
 
 
วินาทีแรกที่วอชมองเห็นรูปถ่ายใบนั้น สัญชาติญาณนายพรานของอั๊ศบอกให้เขารู้ว่า วอชรู้จักพรีสชายในรูปถ่ายใบนี้ ลมหายใจติดขัดเพียงเล็กน้อยแต่ก็พอสังเกตได้ ม่านตาขยายกว้าง กลืนน้ำลายฝืดลงคออย่างยากเย็น ปฏิกิริยาของคนที่กำลังจะหาคำโกหกเพื่อบ่ายเบี่ยงความจริง
 
 
“ใครกันเหรอเนี่ยพรีสคนนี้”
 
 
วอชหันมาถามเขาด้วยน้ำเสียงปกติ นับว่าเก่งใช้ได้ทีเดียวในการปกปิดอาการร้อนรนของตัวเอง เปลี่ยนเป็นถามกลับแทนที่จะตอบคำถาม แกล้งทำเป็นไม่รู้เหมือนกันเพื่อให้เขาสนิทใจ
 
 
“ชั้นก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่คิดว่าคนๆ นี้คงมีความสำคัญกับเอนวี่”
 
 
อั๊ศมองดูรูปถ่ายในมืออีกครั้ง “ชั้นเจอมันหล่นลงมาพร้อมกับหนังสือ ตอนที่เอนวี่ใช้ให้ไปหยิบหนังสือน่ะ”
 
 
“แล้วนายคิดว่าไง”
 
 
วอชถามเขากลับอีกครั้ง เก่งจริงๆ เลี่ยงที่จะตอบ เลี่ยงที่จะออกความเห็นทุกอย่าง
 
 
“ไม่รู้สิ ไม่รู้อะไรเลย…”
 
 
อั๊ศซุกหน้าลงบนเข่าทั้งสองข้างที่ชันขึ้นมา เขาไม่รู้อะไรเกี่ยวกับคนในรูปถ่ายนี้เลย ไม่รู้ว่านานแค่ไหนแล้วที่เอนวี่มีรูปถ่ายใบนี้อยู่ ตั้งแต่ก่อนหน้าที่รู้จักกับเขา หรือหลังจากนั้น แล้วคนๆ นี้คือใคร เขาไม่รู้ แต่ที่รู้ก็คือเอนวี่กับวอชรู้
 
 
“เฮ้อ~ อย่าเพิ่งคิดมากน่า ชั้นว่าเรากลับกันสักทีดีไหม”
 
 
วอชตอบไหล่อั๊ศเบาๆ เป็นเชิงปลอบ
 
 
“เดี๋ยวชั้นตามไป”
 
 
วอชนั่งอยู่ข้างๆ อั๊ศพักหนึ่งถึงลุกขึ้น แต่ก็ไม่ลืมขยี้หัวอั๊ศแรงๆ เป็นการปลอบอีกครั้ง ให้อั๊ศต้องยกมือขึ้นมาปัดออก เมื่อรู้ว่าวอชไปแล้วอั๊ศจึงเงยหน้าขึ้นมามองตามด้านหลังของวอชที่รีบเดินกลับเข้าเมืองไปอย่างรวดเร็ว
 
 
“ชั้นให้โอกาสนายรีบกลับไปบอกเอนวี่ และจะให้เวลาเอนวี่เพื่อเตรียมตัวบอกความจริง กับชั้น”
 
 
 
 

– T B C –

 
 
 

x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x

 
 
ฟิคชั่น Ragnarok ที่เขียนเอาไว้ตั้งแต่สมัยมัธยมช่วงที่ติด Ragnarok หนักๆ เลยค่ะ
 
ตัวละครในฟิคนนี้จริงๆ แล้วเป็น Character ของเพื่อนๆ ที่เล่นด้วยกันนั่นแหล่ะค่ะ
 
แต่ความสัมพันธ์ของตัวละครไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องจริงแต่อย่างใด (ฮาาาา…)
 
ตั้งใจแน่วแน่แล้วว่าจะเอามาปัดฝุ่นเขียนใหม่อีกครั้ง เพราะคิดถึง RO เหลือเกิน RO Never Die เนอะ ;)

Thank you for your comment ♥

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s