[Fic Attack on Titan] Uncontrollable #4 (Eren x Levi)


Title: Uncontrollable
Chapter 4 : บาดแผลที่ได้รับการรักษา
Author: Yaoyuay
Fandom: Attack on Titan
Pairing: Eren Yeager x Levi
Rating: PG
Warning: Yaoi

ยังรู้สึกเจ็บแปลบที่ขาซ้ายข้างที่โดนเท้าหนักๆ ของหัวหน้ารีไวพลาดมาเหยียบโดนเมื่อเช้าตอนที่ลุกจากเตียง ทำให้การก้าวลงบันไดมายังห้องอาหารของเอเลนค่อนข้างจะลำบากกว่าปกติ เพราะทุกก้าวที่กดน้ำหนักผ่านขาลงไปจะต้องเจ็บจี้ดบริเวณที่โดนเท้าข้างเดิมนั้นสร้างรอยช้ำบนร่างกายเหมือนครั้งก่อนที่จะเข้าหน่วยสำรวจ

หลังจากโดนปลุกให้ตื่นอย่างกระทันหันด้วยอุบัติเหตุตอนก้าวลงจากเตียงแล้ว หัวหน้าทหารผู้ดูแลการฝึกของเขาก็ออกไปทำธุระที่สำนักงานใหญ่พร้อมกับหัวหน้าหน่วยเออร์วิน รายงานการฝึกเมื่อวานจะถูกส่งให้ทางราชสำนักพิจารณาความเป็นความตายของเขาในทุกเช้าวันใหม่ เมื่อไหร่ก็ตามที่เนื้อความในรายงานเขียนบรรยายถึงร่างไททันที่อาละวาด วันถัดไปคงเป็นวันสุดท้ายในชีวิตของเอเลน เยเกอร์

เดินขากระเผลกลงมาจนถึงบันไดขั้นสุดท้าย ความเจ็บปวดก็ทุเลาลงด้วยพลังในการฟื้นฟูตัวเองที่รวดเร็วเหนือธรรมชาติของอีกเผ่าพันธุ์ที่อยู่ในกาย นับเป็นหนึ่งในไม่กี่อย่างที่เขารู้สึกชอบพลังนี้ อย่างน้อยก็ไม่ต้องเจ็บตัวนานกว่าจะรักษาหายแบบคนปกติทั่วไป แต่นั่นก็แสดงถึงว่าเขาต่างจากปกติ จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่รู้คำตอบว่าแท้จริงเขาเป็นมนุษย์หรือไททัน ถึงแม้ว่าจะเคยตะโกนตอบออกไปว่าตัวเขาคือมนุษย์ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็สามารถทำให้ตัวเองกลายเป็นไททันได้เหมือนกัน และถ้าเขาสูญเสียการควบคุมอีกเองอีกครั้ง เขาจะไม่มีวันได้กลับมาเป็นมนุษย์อีกเลย

เสียงพูดคุยดังอื้ออึงทำให้ห้องอาหารเช้าวันนี้คึกคักกว่าทุกวัน เหล่าทหารในชุดเครื่องแบบมารวมตัวกันเยอะกว่าปกติ อาจมีการสำรวจที่ด้านนอกกำแพง หรืออาจมีภารกิจพิเศษสำหรับหน่วยย่อย แต่ถึงอย่างไรเขาก็ไม่สามารถเขาร่วมหน่วยได้ คงไม่มีใครอยากให้ไททันที่เคยอาละวาดฆ่าคนเข้าร่วม ถ้าโชคดีเขาอาจจะได้เข้าร่วมการออกสำรวจอีกครั้งเมื่อสิ้นสุดการฝึกของหัวหน้ารีไว หรือโชคร้ายคือถูกสั่งประหารระหว่างการฝึก ตอนที่เขาคุ้มคลั่งอีกครั้ง

“เอเลน”

เสียงเรียกที่ได้ยินทำให้เผลอนึกไปว่าหูฝาด เสียงของเพื่อนสาวที่ผูกพันธ์ราวกับเป็นคนหนึ่งในครอบครัว เมื่อหันไปตามทิศทางของเสียง ร่างนั้นก็ถลาเข้ามากอดเขาอย่างรวดเร็ว และรีบผละออกก่อนที่คนอื่นจะทันได้เห็น

“มิคาสะ”

“นายเป็นยังไงบ้าง คนพวกนั้นไม่ได้ทำอะไรนายใช่มั้ย”

มือทั้งสองข้างของคนที่เรียกได้ว่าเป็นเหมือนทั่งเพื่อนและพี่สาวบีบไหล่เขาเอาไว้แน่น กวาดตามองสำรวจแทบจะทุกส่วนของร่างกาย สีหน้า และแววตาแสดงออกถึงความกังวลเป็นห่วงอย่างชัดเจน

“อื้อ..”

ใบหน้าคมสวยนั้นผ่อนคลายลงพร้อมถอนใจอย่างโล่งอก สองมือที่เคยเกร็งแน่นตรงไหลค่อยๆ เลื่อนลงมาตามแขนจนมากุมข้อมือเขาเอาไว้

“ชั้นยังไม่ถูกส่งตัวไปพิจรณาคดี หัวหน้าหน่วยเออร์วินช่วยเจรจาต่อรองจนคนพวกนั้นให้โอกาสชั้นอีกครั้ง…”

ดวงตาสีเข้มนั้นจ้องประสานมาคล้ายกับจะรีดเร้นคำอธิบายที่ชัดเจน ไม่มีทางที่เขาจะปิดบังคนตรงหน้าได้ คนที่ใช้เวลาในการเติบโตมาด้วยกัน ผ่านเรื่องราวในอดีตมีความทรงจำที่เปื้อนไปด้วยเลือดและความตายมาพร้อมกัน

“….พวกนั้นจะฆ่าชั้น ถ้าชั้นสูญเสียการควบคุมตัวอีก”

มือเรียวสะบัดมือเขาออก และกำลังจะผลุนผันออกไป เพราะคุ้นเคยกันมานานถึงได้รู้ว่ามิคาสะกำลังจะทำอะไร

“เดี๋ยวก่อนมิคาสะ!”

มือข้างที่ถนัดเอื้อมออกไปคว้าแขนของคนที่กำลังโกรธเอาไว้ ถ้าเป็นเรื่องของเขา มิคาสะจะสูญเสียความเยือกเย็นที่รักษาเอาไว้เป็นปกติไป

“ชั้นจะไม่ยอมให้ใครฆ่าเธอทั้งนั้น!!”

เอเลนไม่ได้พูดอะไรต่ออีก รีบพาคนที่เกือบจะผลุนผลันบุกไปที่ราชสำนัก ให้เดินตามมา ไม่ง่ายเลยกับการสู้แรงขืนของมิคาสะที่พยายามจะสลัดแขนตัวเองอยู่ตลอดเวลาที่เขาพาเธอผ่านฝูงคนที่ยืนเกะกะอยู่ในห้องอาหาร จนกระทั่งมาหยุดอยู่ที่โต๊ะตัวหนึ่งตรงมุมห้อง

“ฟังชั้นก่อน…ชั้น..อยากคุยกับเธอ”

น้ำเสียงที่อ่อนลง และสีหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวล ทำให้คนที่ปราดเปรียวอยู่เสมอผ่อนคลายลงอีกครั้ง มิคาสะยอมนั่งลงบนเก้าอี้ตัวยาวของโต๊ะอาหาร เงยหน้าขึ้นมองคนบอกอยากคุยด้วยที่ยังยืนก้มหน้าอยู่

…อยากจะคว้าคนครงหน้ามากอดเอาไว้ไม่ยอมปล่อย
 
คนที่สำคัญกว่าใคร คนที่รัก เหมือนครอบครัว…

ปล่อยให้ความเงียบดำเนินอยู่นานกว่าที่เอเลนจะเริ่มพูดต่อ ยากเหลือเกินกว่าจะเปล่งคำพูดออกมา ทั้งที่เป็นเรื่องที่ต้องการรับรู้ที่สุดในตอนนี้ แต่กลับกลัวที่จะรู้ความจริง กลัวบาปที่ตัวเองเป็นคนทำ

“วันที่ออกไปสำรวจชั้นสูญเสียการควบคุมตัว ชั้น..ฆ่าคนในหน่วย พวกเขาคือใครบ้าง”

ใบหน้าสวยกลับมองต่ำลง เมื่อเรื่องที่อีกคนอยากคุยเป็นเรื่องที่ไม่อยากให้นึกถึงที่สุด เสียงฟ้าผ่าตอนที่ฝนตกหนักพร้อมกับกระสุนควันบอกให้รู้ว่าเอเลนแปลงร่างเป็นไททัน แต่เพียงครู่เดียว กระสุนควันสีดำก็ถูกยิงขึ้นฟ้า หน่วยย่อยที่เอเลนสังเกัดสละชีวิตเพื่อควบคุมร่างไททันที่อาละวาด รวมถึงหน่วยย่อยอื่นอีกบางส่วนที่บาดเจ็บสาหัสจนพ้นสภาพการเป็นทหาร

“ทุกคน..ในหน่วยย่อยเดียวกับนาย”

ราวกับคำพูดนั้นเป็นคมดาบกรีดแทงลงมาที่หัวใจ เจ็บจนชาไปทั้งร่าง คล้ายกับทุกส่วนของร่างกายหยุดทำงาน เมื่อหูไม่ได้ยินเสียงอีกต่อไป เสียงพูดคุยที่ดังอยู่รอบตัวก็คล้ายเงียบลง แม้แต่ภาพของมิคาสะที่นั่งอยู่ตรงหน้าก็เหมือนจะหายไป เป็นภาพใบหน้าของคนในหน่วยย่อยที่ฉายชัดขึ้นมาแทน และภาพนั้นก็ซ้อนทับกับภาพของความตายก่อนหน้านี้ ทุกคนในหน่วยรีไวที่ยอมเสียสละชีวิตพุ่งไปหาความตาย เพื่อปกป้องให้เขามีชีวิตรอด

คำถามมากมายวนเวียนอยู่ในความคิดซ้ำไปมาหวังจะพบคำตอบของคำถามที่ตอกย้ำในจิตใจ ทำไมทุกคนถึงต้องเสียสละเพื่อให้เขามีชีวิตรอด ตั้งแต่ครั้งนั้นที่เขตชิกันชินะ ยังคงเป็นภาพติดตาที่แม้ตอนหลับในบางคืนยังคงฝันร้าย เสียงของแม่ที่ตะโกนบอกให้เขาหนี ร่างของแม่ที่โดนมือใหญ่ยักษ์นั้นจับขึ้นลอยเหนือพื้น และจบชีวิตของคนที่เขารักที่สุดด้วยการพฤติกรรมการกินมนุษย์ที่โหดเหี้ยมของมัน

…มันฆ่ามนุษย์
 
เขาก็ฆ่ามนุษย์เหมือนมัน…

“เอเลน!”

เสียงเรียกดึงสติให้กลับมายังภาพตรงหน้าที่ถูกความคิดแทรกเข้ามาแทนที่ให้สติเผลอหลุดลอยกลับไปในหลุมดำมืดของจิตใจ ความรู้สึกผิดที่เคยฆ่าชีวิตมนุษย์ด้วยกันเองถาโถมลงมาเหมือนเงามืดที่ค่อยๆ บดบังความหวังจนเหลือเป็นเพียงแสงที่ริบหรี่ ความกลัวและความรู้สึกผิดยังคงสุมรวมอยู่ในอกจนหนักอึ้งไปทั้งร่าง

“ชั้นไม่เป็นไร..”

ใบหน้าของคนคุ้นเคยแสดงอาการเป็นห่วงเหมือนทุกครั้งที่เขาตกอยู่ในอันตราย มือเรียวเอื้อมขึ้นมาสัมผัสแขนเขาไว้แผ่วเบาคล้ายกับปลอบปะโลม ใบหน้าสวยนั้นเงยขึ้นมองจนเขาสังเกตได้ถึงรอยแผลเป็นจางๆ ที่ข้างแก้ม ร่องรอยของบาดแผลที่เกิดจากการที่เขายอมให้อีกเผ่าพันธุ์หนึ่งในร่างกายกลืนกินตัวตนของตัวเอง

“ชั้นเป็นคนทำใช่มั้ย”

แก้มใสนั้นขึ้นสีแดงเรื่อเมื่อมือของเขาสัมผัสผ่านเพียงนิดเดียวตอนที่เปิดผมตรงข้างแก้มไปทัดหู รอยแผลเป็นจางๆ ที่แก้มขวายังคงสังเกตได้ยามเมื่อจ้องมองดีๆ แม้จะผ่านมานานจากเหตุการณ์อุดรอยรั่วที่กำแพง แต่รอยแผลในครั้งนั้นยังคงฝากเอาไว้กับคนใกล้ตัวที่เชื่อใจเขามากที่สุด แต่กลับถูกเขาที่เป็นไททันทำร้าย

“เอเลน เลิกคิดถึงเรื่องตอนนั้นได้แล้ว

สองมือของมิคาสะยกขึ้นกุมมือของเขาที่จับแก้มเธออยู่พลางดึงออกช้าๆ เส้นผมสีดำสนิทก็กลับลงมาปิดข้างแก้มเหมือนเดิม รอยแผลเป็นที่เมื่อครู่ยังสังเกตได้ชัดเจนถูกซ่อนเอาไว้หลังเส้นผมสีดำนั้น คล้ายกับบอกให้เขาเลิกนึกถึงอดีต

“เธอต้องเชื่อในตัวเอง เธอจะไม่ทำร้ายใครอีกแล้วเอเลน”

…เราจะไม่ทำร้ายใครอีก…

หัวหน้ารีไวในชุดลำลองต่างจากปกติทุกวันที่มีการออกสำรวจหรือปฏิบัติภารกิจ ชุดที่สวมอยู่นั้นดูสบายกว่าเมื่อวานที่ฝึกวันแรกอยู่มาก ดูคล้ายกับชุดที่หัวหน้าเคยใส่ก่อนหน้านี้ตอนอยู่ในปราสาทเก่าเมื่อเขาเข้าทีมสำรวจใหม่ๆ และวันนี้หัวหน้ารีไวก็ไม่ได้สวมอุปกรณ์เคลื่อนที่สามมิติ ไม่ได้พกใบมีดดาบที่เคยจะเสียบคอเขาเมื่อวาน

เดินก้าวยาวๆ เพื่อจะตามคนตัวเล็กที่เดินนำอยู่ข้างหน้าให้ทัน อาจเป็นเพราะได้รับการฝึกฝนมาจนเชี่ยวชาญ ร่างที่เดินนำอยู่ถึงปราดเปรียวและว่องไว แม้แต่การเดินบนพื้นที่ไม่ได้พึ่งพาอุปกรณ์เคลื่อนที่สามมิติเหมือนตอนเคลื่อนไหวไปในอากาศ

ทางที่หัวหน้ารีไวเดินนำมาไม่ใช่ทางออกไปนอกกำแพง แต่กลับพาเขาเดินผ่านบ้านเรือนที่สร้างขึ้นติดกันอย่างหนาแน่น ลัดเลาะไปจนถึงลำคลองสายเล็กๆ ที่ชาวบ้านใช้สำหรับทำการเกษตร เดินผ่านมาจนถึงทุ่งหญ้ากว้าง มองไปสุดสายตาเห็นเพียงสีเขียวที่ตัดกับสีของท้องฟ้าที่เส้นขอบฟ้าแสนไกลนั้น

ลมเย็นพัดโชยมาเบาๆ เป็นกลิ่นของดิน และไอแดดตอนที่สูดหายใจเข้าจนรู้สึกเหมือนได้ผ่อนคลาย เมื่อเดินเหยียบลงบนหญ้าสีเขียวที่อ่อนนุ่มก็อยากจะถอดรองเท้าออกแล้ววิ่งไปรอบๆ ก่อนจะทิ้งตัวลงนอน ไม่คิดว่าจะมีสถานที่แบบนี้อยู่ด้านในของกำแพง

“เฮ้รีไว ทางนี้ๆ”

เสียงตะโกนของใครบางคนคล้ายกับลอยมาตามลม เมื่อเดินเข้าไปใกล้ร่างของผู้บังคับหมู่ฮันซี่ก็ปรากฎให้เห็นที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกล

ผู้บังคับหมู่สวมชุดเครื่องแบบทหารเต็มยศพร้อมด้วยอุปกรณ์เคลื่อนที่สามมิติ และในช่องเก็บดาบก็อัดแน่นไปด้วยใบมีดคมกริบที่ดูเหมือนจะคมกว่าทุกที บางทีการฝึกในวันนี้อาจไม่ใช่หัวหน้ารีไวเป็นคนควบคุม แต่เป็นผู้บังคับหมู่ฮันซี่

หันไปพยายามจะสบตากับคนที่ยืนกอดอกอยู่ด้านข้าง แต่ดูเหมือนหัวหน้าทหารที่ได้รับมอบหมายให้ควบคุมการฝึกของเขาจะไม่สนใจการฝึกของวันนี้เท่าไรนัก กลับเดินหนีไปทางใต้ต้นไม้อีกต้นหนึ่งที่อยู่ถัดออกไป ยืนกอดอกพิงต้นไม้โดยไม่พูดอะไร

“วันนี้ชั้นขอเออร์วินเป็นพิเศษเพื่อจะมาดูการฝึกของเธอเลยหล่ะ เอเลนน..”

ผู้บังคับหมู่ฮันซี่เดินเข้ามาใกล้ และยื่นหน้าเข้ามาจนเกือบชิด น้ำเสียงที่เรียกชื่อเขาในท้ายประโยคนั้นสั่นแปลกๆ คล้ายกับเป็นเสียงครางในลำคอ ดวงตาภายในกรอบแว่นสีเหลี่ยมนั่นส่ายไปมาไม่อยู่นิ่ง แม้จะกำลังพูดกับเขา แต่เหมือนหัวหน้าหมู่กำลังคิดอะไรในหัวอยู่ตลอดเวลา

“เราจะเริ่มฝึกจากตรงไหนก่อนดีหล่ะ เอเลนน.. วันนี้รีไวอนุญาตให้ชั้นทำอะไรเธอได้ทุกอย่างตามใจเลย”

คำพูดที่ถูกเรียบเรียงออกมาเป็นประโยคแปลกๆ ทำให้เอเลนทั้งสับสน และผวาไปพร้อมกัน เขาเคยใช้เวลาไปทั้งคืนในการเรียนรู้ทฤษฎีวิเคราะห์ไททันจากผู้บังคับหมู่หญิงคนที่เขาเคยคิดว่าเป็นคนธรรมดาเหมือนทหารในหน่วยสำรวจทั่วไป แต่หลังจากคืนนั้นเขาก็ได้รู้ว่าผู้บังคับหมู่คนนี้คลั่งไคล้ไททันแทบจะทุกจังหวะการเต้นของหัวใจ

“ยะ..ยังไงก็ได้ครับ”

ตอบไปตามมารยาท แม้ว่าน้ำลายเหนียวๆ จะพากันมาจุกอยู่ตรงคอจนแทบกลืนไม่ลง แต่ก็ยอมทำตามที่ผู้บังคับหมู่ฮันซี่บอกอย่างว่าง่าย เขาเดินไปฝากเสื้อแจ็กเก็ตของหน่วยสำรวจไว้กับหัวหน้ารีไว แม้จะดูไม่ค่อยเข้าทีที่ฝากเสื้อเอาไว้กับผู้บังคับบัญชา แต่เพราะต้องทำตามที่ผู้คุมการฝึกในวันนี้บอก และหัวหน้ารีไวก็รับฝากไว้โดยที่ไม่เอ่ยปากบ่นอะไร

ทุ่งหญ้าโล่งกว้างถูกใช้เป็นสถานที่สำหรับฝึกในวันนี้ เพราะต้องมีการแปลงร่างเกิดขึ้น และผู้บังคับหมู่ฮันซี่ก็ขอพวกสารวัตรทหารเอาไว้แล้ว ทุ่งหญ้าโล่งที่ห่างไกลจากายตาผู้คนจึงเหมาะจะเป็นสถานที่สำหรับฝึกที่สุด

“เอาหล่ะ! เอเลน เธอยังจำก่อนหน้านี้ที่เราเคยฝึกแปลงร่างกันได้มั้ย? ตอนที่เธอก้มลงเก็บช้อน ก็กลายเป็นว่าเธอปล่อยเฉพาะส่วนของแขนไททันออกมา”

ฮันซี่ยกมือข้างหนึ่งขึ้นจับปลายคางเหมือนทุกครั้งที่ใช้ความคิดในการวิเคราะห์ สิ่งที่อยากจะให้เอเลนฝึกในวันนี้ไม่ใช่การควบคุมให้แปลงร่างได้แบบที่ตั้งใจ แต่จะให้เอเลนฝึกการปล่อยเฉพาะบางส่วนของร่างไททันออกมา

“เธอลองปล่อยเฉพาะส่วนแขนออกมาอีกทีได้มั้ย บางทีเราอาจจะประยุกต์ใช้ความสามารถนี้ในการต่อสู้ได้”

“ผมจะลองดูครับ”

มือข้างที่ถนัดกำลังจะยกขึ้นมาฝังเขี้ยวลงบนเนื้อที่หลังมือให้เป็นแผลเลือดออก แต่ก็โดนร้องห้ามเอาไว้ก่อนที่จะได้สร้างบาดแผลให้กับร่างกาย

หยุดดดด!! หยุด หยุด หยุด หยุด เอเลนน..”

เสียแผดร้องที่ดังจนทำเอาสะดุ้ง แค่เสียงร้องห้ามก็พอจะหยุดการกระทำของเขาได้แล้ว แต่ผู้บังคับหมู่ฮันซี่ยังใช้มือทั้งสองข้างจับข้อมือเขาแน่น ขืนเอาไว้จนไม่สามารถขยับแขนได้

“ห้ามทำให้ตัวเองได้รับบาดเจ็บ นี่คือเงื่อนไขการฝึกในวันนี้”

เหมือนโดนแสกที่หน้ากลางจนมึนหาทางไปต่อไม่ถูก ถ้าการก้มลงเก็บช้อนนั้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญให้เขาปล่อยแขนขวาของร่างไททันออกมาได้ เป้าหมายในการแปลงร่างคืออะไร แม้แต่ตัวเขาเองตอนนี้ก็ยังไม่รู้ ที่ผ่านมาถ้าไม่นับครั้งนั้นเขาก็ยังไม่เคยแปลงร่างเป็นไททันได้โดยไม่ทำให้ตัวเองบาดเจ็บ แล้วครั้งนี้เขาควรจะทำอย่างไร

“ลองตั้งเป้าหมายในใจให้ชัดเจน โดยที่ไม่ต้องได้รับการกระตุ้นด้วยความเจ็บปวดของร่างกาย”

ผู้บังคับหมู่ฮันซี่จับแขนของเขาวางลงแนบตัวเหมือนเดิม พร้อมเดินถอยออกไปห่างออกที่จะไม่เป็นอันตรายจากแรงอัดอากาศตอนที่เขาแปลงร่าง

ตั้งเป้าหมายในใจให้ชัดเจน ครั้งนั้นที่ทำได้คือก้มลงเก็บช้อน อาจจะแปลกไปสักหน่อยแต่ถ้าครั้งนี้เขาลองก้มลงเพื่อเก็บอะไรบางอย่างดูบ้าง ใบไม้บนพื้นหญ้า เป็นเป้าหมายที่ใกล้ตัวและง่ายที่สุด

…เขาต้องก้มลงเก็บใบไม้…

เป็นเป้าหมายที่ชัดเจนมาก ถ้าหัวหน้ารีไวกำลังมองดูอยู่ คงจะเห็นเขากำลังทำอะไรที่ไม่เข้าท่าที่สุด แต่เขาจะมัวมาคิดกังวลไร้สาระไม่ได้ สิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้คือใบไม้บนพื้น

“โอ้ย!”

เกิดเป็นแสงสว่างวาบเหมือนฟ้าผ่าตอนกลางวันที่ท้องฟ้าแจ่มใส และแรงอัดอากาศก็มารวมกันจนเกิดเป็นแรงสั่นสะเทือนคล้ายกับระเบิด ไอควันสีขาวพวยพุ่งขณะที่ความร้อนระอุขึ้นจนทำให้อุณหภูมิรอบบริเวณนั้นสูงขึ้นตาม เมื่อไอความร้อนนั้นจางลง ปรากฎร่างของสิ่งชีวิตขนาดใหญ่สูงกว่าสิบห้าเมตรยืนอยู่ท่ามกลางหมอกควันนั้น

เสียงกรีดร้องของผู้บังคับหมู่ผู้คลั่งไคล้ไททันดังโหยหวยจนรีไวยกมือขึ้นปิดหู ฮันซี่วิ่งเข้าไปหาร่างของยักษ์ไททันที่ก่อนหน้านี้ยังเป็นเด็กหนุ่มกำลังก้มลงเก็บใบไม้ แม้จะไม่ใช่การปล่อยเพียงเฉพาะส่วนของร่างไททันออกมา แต่การแปลงร่างโดยสมบูรณ์ทุกส่วนทำให้ฮันซี่กระโดดโลดเต้นอย่างดีใจได้ไม่แพ้ใจ

“ยะฮู้! เธอแปลงร่างโดยไม่ต้องทำให้ตัวเองบาดเจ็บได้แล้วใช่มั้ย”

ไม่มีคำตอบที่ชัดเจนจากไททันเอเลน ร่างนั้นไม่สามารถเปล่งเสียงออกมาเป็นคำพูดภาษามนุษย์ได้ แต่ร่างสูงใหญ่กว่าสิบห้าเมตรนั้นค่อยๆ นั่งลงและส่ายศีรษะไปมาช้าๆ

“เอ๋? เธอต้องการจะบอกอะไรน่ะ ไม่ใช่เหรอ ไม่ใช่งั้นเหรอ?”

เป็นการยากที่จะสื่อสารกันด้วยท่าทาง เมื่อไททันเอเลนไม่สามารถจะอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นคำพูดได้ ดังนั้นการให้เอเลนออกมาจากร่างไททัน แล้วอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นให้ฟังจึงง่ายที่สุด

“เธอออกจากร่างไททันก่อนแล้วกันนะเอเลน”

แต่ไททันเอเลนยังคงส่ายหัวไปมา ยิ่งทำให้ฮันซี่ไม่เข้าใจในการสื่อสารเข้าไปอีก อาจเป็นด้วยความตื่นเต้นที่ได้เห็นการแปลงร่างเป็นไททันต่อหน้า เลยทำให้ตรรกะการประมวลผลทุกอย่างของเธอเหมือนจะใช้งานไม่ได้ไปชั่วคราว

“เธอยังออกมาไม่ได้เหรอ?”

พยายามคาดเดาจากการสื่อสารด้วยท่าทางของไททันเอเลน ถือโอกาสเดินเข้าไปใกล้เพื่อสัมผัสผิวหนังของไททันที่อุณหภูมิเริ่มลดลงบ้างแล้ว แต่ก็ยังร้อนเกินไปกว่าที่ผิวหนังมนุษย์จะทนได้ เมื่อการแปลงร่างเพิ่งผ่านไปไม่ถึงห้านาที

“ถ้างั้น…ชั้นจะขึ้นไปเปิดท้ายทอยยย..พาเธอออกมานะ”

น้ำเสียงของฮันซี่สั่นครางอย่างควบคุมความตื่นเต้นดีใจเอาไว้ไม่ไหว ใบมีดที่ลับคมมาเป็นพิเศษกำลังจะได้ใช้งานเฉือนเนื้อตรงท้ายทอยของไททันที่เป็นมนุษย์ ไม่เสียงแรงเลยที่นั่งลับคมนั้นด้วยตัวเอง

ปลายแหลมฉมวกแหลมถูกยิงขึ้นไปปักบริเวณไหล่ ก่อนร่างของผู้บังคับหมู่สาวจะพุ่งขึ้นไปตามแนวของลวดสลิง ปลดปลายฉมวกเก็บรูดกลับเข้าที่แล้วก็เหยียบไปบนร่างของของไททันเอเลนด้วยฝีเท้าที่ตั้งใจให้เบาที่สุด ความรักในไททันทำให้เธอไม่อยากจะเหยียบย่ำลงบนผิวหนังหยาบหนาที่ห่อหุ้มร่างกายใหญ่โตอันแสนอัศจรรย์นี้

เดินเลาะตามแนวไหล่เรื่อยๆ จนมาถึงบริเวณท้ายทอย ด้านใต้ผิวเนื้อนี้มีร่างของมนุษย์ที่เธอคุ้นเคยดีอยู่ อยากเห็นเหลือเกินว่าร่างที่อยู่ภายในร่างของไททันนี้กำลังอยู่ในท่าทางแบบไหน ส่วนใดของร่างกายที่เชื่อมต่ออยู่กับร่างไททันจึงสามารถเคลือ่นไหวร่างกายสูงใหญ่นี้ได้ดั่งใจ

“ชั้น..จะเฉือนน..แล้วน้าาา”

แทบจะทนรอไม่ไหวที่จะได้กรีดเนื้อตรงท้ายทอยเปิดออกแล้วดึงตัวเอเลนออกมา ตื่นเต้นเสียจนร่างกายสั่นเบาๆ แบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เสียบดาบจับเข้ากับใบมีดดาบที่ช่องเก็บ ดึงใบมีดคมกริบนั้นออกมาเตรียมจะเฉือนลงบนเนื้อตรงท้ายทอย

“นี่! ระวังด้วย”

ไม่รู้ตอนไหนที่รีไวเดินมายืนอยู่ใกล้กับไททันเอเลน ร่างเล็กนั้นยืนกอดอกเงยขึ้นมองด้วยสีหน้าจริงจังแบบทุกครั้ง จะมีตอนไหนบ้างมั้ยนะที่คิ้วทั้งสองข้างจะไม่เข้ามาชิดติดกันจนแทบจะขมวดเป็นปม เข้มงวดแทบจะตลอดเวลา

“รู้แล้วน่า..”

คมใบมีดเฉือนลงบนผิวหนังหยาบหนาตรงท้ายทอย กรีดลงไปไม่ลึกมาพอเปิดเนื้อออกก็เห็นร่างของเอเลนอยู่ภายใต้ผิวหนังนั้น ร่างที่คว่ำหน้าอยู่นั้นถูกเชื่อมติดกับร่างกายของไททันด้วยพังผืดที่ดูคล้ายกับกล้ามเนื้อ เชื่อมติดแน่นบริเวณใบหน้า และต้นแขน

เฉือนส่วนที่เชื่อมร่างของเอเลนกับร่างไททันออก ก่อนจะดึงร่างของเอเลนออกมา แม้ตอนนี้หัวใจจะเต้นไม่เป็นจังหวะแล้วก็ตาม แต่ก็ต้องพยายามควบคุมความตื่นเต้นนั้นเอาไว้ เพราะเจ้าของการฝึกที่แท้จริงย้ายที่มายืนคุมอยู่ในระยะประชิดแทนที่จะยืนพิงต้นไม้ยืนดูอยู่ห่างๆ เหมือนก่อนหน้านี้

การออกจากร่างไททันครั้งนี้เอเลนไมได้หมดสติเหมือนครั้งก่อนๆ การแปลงร่างในครั้งนี้เขารับรู้ทุกคำพูดของผู้บังคับหมู่ฮันซี่ทุกคำเพียงแต่ไม่สามารถโต้ตอบด้วยคำพูดได้ และเขาก็ไม่สามารถดึงตัวเองให้หลุดออกจากร่างไททันได้ หากร่างนี้ยังไม่สลายไป ร่างกายของเขาก็ยังคงถูกยึดติดอยู่กับร่างกายของไททันด้วยส่วนที่เชื่อมโยงร่างทั้งสองเอาไวด้วยกัน

“เธอเล่าให้ชั้นฟังหน่อย ทำไมจู่ๆ เธอถึงกลายร่างเป็นไททันได้หล่ะ เธอไม่ได้สร้างบาดแผลให้ตัวเองนี่?”

ผู้บังคับหมู่ฮันซี่เดินเข้ามาใกล้พลางนั่งยองๆ ลงตรงข้าม

“ผมลองตั้งเป้าหมายให้ใกล้เคียงกับครั้งก่อนด้วยการก้มลงเก็บใบไม้ แต่ตอนที่ผมหยิบใบไม้ขึ้นมา ผมโดนหนามเล็กๆ ตรงขอบใบบาดมือ”

“…สรุปว่ามือเธอเป็นแผล เลยแปลงร่าง?”

เหมือนสีหน้าของผู้บังคับหมู่จะนิ่งค้างไป แต่ซักพักก็ปรับสีหน้าให้กลับมาเป็นปกติได้ เมื่อเธอคิดวิเคราะห์บางอย่างได้จากเหตุการณ์ในครั้งนี้

“ไม่ใช่ว่าไม่สำเร็จเสียทีเดียวหรอกนะเอเลน”

มือของผู้บังคับหมู่ฮันซี่ยกขึ้นมาจับที่ปลายคางอีกครั้ง คล้ายกับเธอยังคงคิดอะไรล่วงหน้าต่อไปอีกระหว่างนี้

“อย่างน้อยเธอก็ฝึกการตั้งเป้าหมายได้ชัดเจนมากขึ้นแล้ว แค่เก็บใบไม้ใบเดียว จริงไหม?”

“ครับ…”

แม้จะพูดเหมือนเป็นการฝึกที่ยังไม่คืบหน้าอีกวัน แต่ดูเหมือนผู้บังคับหมู่ฮันซี่จะมีเรื่องบางอย่างได้เก็บไปคิดวิเคราะห์เกี่ยวการแปลงเป็นไททันของเขารวมถึงทฤษฎีไททันต่ออีก เลยทำให้เธออารมณ์ดีเป็นพิเศษ และจบการฝึกที่เธอเป็นคนควบคุมเพียงเท่านี้ หัวหน้าหมู่ขอแยกตัวออกไปเพื่อกลับไปหาเอกสารประกอบข้อมูล เลยทำให้ช่วงบ่ายแก่ๆ ของวันนี้เขากับหัวหน้ารีไวมีเวลาเหลือก่อนที่พระอาทิตย์จะตกดิน

“หัวหน้ารีไวครับ”

ร่างเล็กที่เดินนำหน้าอยู่หันมาเมื่อถูกเรียก พร้อมกับหยุดลงเพื่อรอให้เขาเดินเข้าไปใกล้ เสื้อแจ็คเก็ตที่เขาฝากเอาไว้ก่อนหน้านี้ยังคงพาดอยู่ที่แขนของหัวหน้า

“เอ่อ…ผมขอเสื้อ..คืน”

พูดจบก็เผลอเม้มปากแน่นด้วยความรู้สึกแปลกๆ ทั้งที่กลัวจะต้องมองหน้า แต่ก็ยังรวบรวมความกล้ามองเข้าไปในดวงตาสีเข้มที่จ้องมา ถ้าจะโดนทำโทษที่ใช้ให้หัวหน้าถือเสื้อที่ฝากเอาไว้เกือบตลอดทางด้วยการเตะอัดเข้าที่ช่องท้องก็ต้องยอม

แต่กลับไม่มีเท้าฝ่าเท้าอัดกระแทกแรงๆ ให้เจ็บตัว เสื้อแจ็คเก็ตถูกยื่นมาให้เขารับไว้โดยที่อีกฝ่ายไม่พูดอะไร

“ขอบคุณครับ..”

เมื่อรับเสื้อมาก็สวมทับเสื้อตัวในเหมือนเดิม รู้สึกอุ่นร้อนแปลกๆ ตอนที่สวมเสื้อ อาจเป็นเพราะหัวหน้ารีไวถือเสื้อของเขาแนบตัวเอาไว้ตลอดเวลา เลยเหมือนอุณหภูมิของร่างกายบางส่วนได้ถูกถ่ายเทมาไว้ที่เสื้อตัวนี้

…ตัวของหัวหน้าอุ่นกว่าเขา…

อยากจะเอื้อมมือไปจับแขนเพื่อพิสูจน์ความต่างของอุณหภูมิร่างกายให้แน่ใจ แต่ก็กลัวจะโดนหมัดหนักๆ อัดสวนมา เลยยอมที่จะหยุดความคิดนั้น และเปลี่ยนเป็นเรื่องอื่นแทน

“ผมขอไปที่หลุมศพของพวกทหารได้มั้ยครับ”

“นึกยังไงถึงอยากไป”

เพราะยืนอยู่ใกล้กันมากกว่าทุกครั้ง ตอนที่คุยกันอยู่นี้หัวหน้ารีไวเลยดูคล้ายกับต้องเงยหน้า ช้อนตามองขึ้นมา

“ผมอยากไปขอบคุณพวกเขา”

และตัวเขาเองก็ต้องก้มหน้าลงเพียงนิดหนึ่ง เพื่อให้สายตามองประสานกันได้พอดี

“ตามใจแกสิ”

ชื่อของเหล่าทหารกล้าแห่งหน่วยสำรวจสลักเอาไว้บนแผ่นหินเรียงรายอยู่บนพื้นหญ้าของสุสานที่อีกด้านหนึ่งของเขตเมือง ลึกลงไปภายใต้พื้นดินที่มีป้ายหลุมศพวางอยู่ด้านบนนั้นเคยมีร่างที่หลับไหลตลอดกาลของเหล่าทหารที่เสียสละชีวิตตัวเอง และฝากความหวังเอาไว้กับการสำรวจของหน่วย

บางหลุมศพอาจมีเพียงแผ่นหินที่สลักชื่อเอาไว้เพื่อรำลึกถึงคนที่จากไป แม้ว่าด้านล่างนั้นจะไม่มีร่างของคนที่ได้สละชีวิตเพื่อมนุษยชาติก็ตาม ร่างของบางคนอาจพากลับมาด้วยไม่ได้ และตัวเขาเองก็ไม่รู้ว่าหลุมศพเบื้องหน้าเขาตอนนี้มีร่างที่หลับไหลของนายทหารกล้าที่ต้องสละชีวิตเพื่อเขาหรือเปล่า

กำมือขวาแน่นตบลงบนอกข้างซ้ายอย่างแรง มือซ้ายไขว้ที่ด้านหลังในท่าทำความเคารพ หมัดขวาที่กำอยู่บริเวณอกด้านซ้ายรับรู้ได้ถึงจังหวะการเต้นของอวัยวะด้านในที่ยังทำงานอยู่ตลอดเวลา หัวใจดวงที่คนหลับไหลยอมสละชีวิตเพื่อปกป้อง และฝากความหวังเอาไว้ ทุกจังหวะการเต้นของหัวใจที่ยังสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกายอยู่นี้ เขาจะไม่ยอมให้ชีวิตของคนเหล่านี้ต้องสละไปอย่างไร้ค่าโดยเด็ดขาด

“ขอบคุณมากครับ!!”

เงยหน้าขึ้นร้องตะโกนเปล่งคำขอบคุณดังก้องไปทั่วสุสาน หวังจะให้เสียงนี้ส่งผ่านไปถึงคนที่อยู่บนฟ้า มองขึ้นไปบนท้องฟ้าที่อยู่สูงเกินกว่าจะเอื้อมถึง ณ ที่บนนั้นคนที่ยอมสละชีวิตเพื่อเขากำลังมองลงมา

…ไม่อยากให้พวกเขาเห็นน้ำตาที่กำลังจะไหล…

“เอเลน..ชั้นจะไม่พูดกับแกซ้ำอีก”

แม้หัวหน้ารีไวจะกำลังพูดกับเขา แต่เขายังคงจะอยากเงยหน้ามองไปบนท้องฟ้าอยู่แบบนี้ ถึงแม้ว่าภาพของท้องฟ้าในวันที่อากาศแจ่มใสจะพร่ามัวก็ตาม

“สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วไม่มีใครเปลี่ยนแปลงได้ แกไม่มีทางย้อนเวลากลับไปแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้นเพื่อให้พวกเขาไม่ตาย แต่สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นจากนี้ แกจะเป็นคนเปลี่ยนแปลงมันได้ อย่าให้การตายของพวกเขาเป็นการตายที่ไร้ค่า”

…เราจะต้องเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนี้…

เท้าทั้งสองคู่มาหยุดอยู่ที่ทางแยกของบันได ทางหนึ่งขึ้นไปยังชั้นสองเป็นห้องพักทหารในหน่วยสำรวจ อีกทางหนึ่งเป็นทางลงไปยังชั้นใต้ดินสำหรับเก็บอุปกรณ์เคลื่อนที่สามมิติ รวมถึงอุปกรณ์จำเป็นในการออกสำรวจอื่นๆ และยังเป็นน้องพักของเอเลน เยเกอร์ แม้จะย้ายกลับเข้ามาอยู่ด้านในของกำแพงแล้ว แต่ห้องพักของเขายังคงเป็นใต้ดินเหมือนครั้งก่อนที่เคยพักอยู่ในปราสาทเก่า

ต่างไม่มีใครพูดอะไรอยู่นานพอที่จะทำให้เกิดความเงียบที่ชวนอึดอัด สองคืนก่อนหน้านี้เขาพักอยู่ที่ห้องของหัวหน้ารีไว ในคืนแรกเพื่อสังเกตการณ์หลังจากที่เขาแปลงเป็นไททันแล้วอาละวาด คืนที่สองเพราะหัวหน้ารีไวไม่อยากจะลงไปปลุกเขาที่ห้องใต้ดิน แล้วคืนนี้เขาควรจะกลับไปที่ห้องพักของตัวเอง หรือยังต้องพักที่ห้องของหัวหน้าอีกเป็นคืนที่สาม

แต่ก็ไม่กล้าถามแม้ว่าอีกฝ่ายที่ยืนอยู่ข้างเขาจะยังเงียบอยู่ ไม่รู้ว่าที่หัวหน้ารีไวหยุดยืนอยู่ตรงทางแยกของบันไดพร้อมกับเขา เพราะต้องการให้เขาเดินลงไปด้านล่างก่อนหรือเปล่า ปล่อยให้ความเงียบดำเนินไปอีกสักพักจึงได้ตัดสินใจทำลายความเงียบนั้นก่อนที่เวลาเช้าจะมาเยือนทั้งที่เขายังยืนอยู่ตรงนี้กับหัวหน้ารีไว

“ผมกลับไปนอนที่ห้องนะครับ”

“เดี๋ยว เอเลน”

เสียงห้ามนั้นรั้งเขาไว้เหมือนกับเมื่อคืนอีกครั้ง

“ครับ?”

“พรุ่งนี้ยังมีการฝึกอีกเจอกันที่ห้องอาหารตอนเช้า อย่าให้ชั้นต้องรอ”

“ครับ”

ตอบรับสั้นๆ ก่อนจะเดินก้าวลงไปตามขั้นบันไดเพื่อลงไปชั้นใต้ดิน ยิ่งก้าวลงไปเรื่อยๆ แสงสว่างจากภายนอกที่ส่องลอดหน้าต่างของชั้นบนลงมาค่อยๆ เลือนไป กลายเป็นความมืดที่มีเพียงแสงจากตะเกียงดวงเล็กๆ ที่ส่องสว่างอยู่เท่านั้น

ถึงแม้ว่าจะเป็นแค่ความหวังเล็กๆ เพียงวูบหนึ่งตอนที่หัวหน้ารีไวรั้งเขาไว้เหมือนคืนก่อน แต่ก็หวังว่าเสียงเรียกนั้นจะบอกให้เขาไปนอนที่ห้องของหัวหน้าอีกคืน

คล้ายกับยามเช้ามาเยือนเร็วกว่าทุกทีเมื่อยังไม่ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ เนื่องจากใช้เวลาเกือบค่อนคืนไปกับการเขียนรายงานการฝึกของเอเลน แล้วยังต้องรีบตื่นแต่เช้าเพื่อเข้าไปส่งรายงานให้ทางราชสำนัก ขอบตาที่เป็นรอยคล้ำจางๆ อยู่แล้วเลยดูเหมือนจะเป็นสีเข้มมากกว่าปกติ

รีไวพยายามสลัดความง่วงออกไปให้เร็วที่สุด เพื่อบังคับไม่ให้ตัวเองเอนหลังลงไปบนเตียงอีกรอบ ไม่ว่าจะรู้สึกง่วงแค่ไหน แค่ได้กาแฟสักแก้วตอนเช้าก็รู้สึกตื่นได้อย่างเต็มตา

รีบลุกขึ้นจากเตียงก้าวลงมาโดยไม่ทันระวัง ก็เผลอสะดุ้งคล้ายกับกลัวเหยียบอะไรบางอย่างที่ปลายเตียงทำให้เผลอก้าวหลบไปด้านหลังโดยอัตโนมัติ แต่พอมองดูที่พื้นอิฐตรงปลายเตียงนั้นกลับว่างเปล่า ไม่ได้มีร่างของใครอีกคนที่เคยนอนอยู่ตรงนี้เมื่อคืนก่อน

…แค่สองคืน ยังทำให้เผลอชินไปว่ามีอีกคนหนึ่งนอนอยู่
 
เขาคิดถูกแล้วที่ไม่ให้มานอนอีกเป็นคืนที่สาม…

– T B C –

x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x

เป็นตอนที่ใส่อะไรหลายอย่างลงไป เลยยาวกว่าตอนก่อนเยอะเลย OTL
ตอนนี้เอเลนเริ่มค่อยๆ รักษาบาดแผลในใจได้บ้างแล้ว ความรู้สึกผิดเริ่มค่อยๆ หายไปเพราะเริ่มได้กำลังใจจากทั้งมิคาสะ แล้วก็เฮย์โจว

ตอนนี้ให้บทมิคาสะเยอะเลยจนเกือบจะเหมือน NL
แต่มิคาสะในเรื่องนี้ไม่เป็นเอเลนค่อนนะคะ XD

และฮันซี่ก็ได้บทเยอะกว่ารีไวอีกตอนที่ฝึกเอเลน
ไม่รู้ทำไมถึงชอบเขียนโอตาคุไททันคนนี้เหลือเกิน
ตอนนี้ฮันซี่เลยครองการฝึกไปเต็มๆ (รีไวได้แต่นั่งดู ,, ฮาาา..)

Thank you for your comment ♥

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s